วันศุกร์, มกราคม 06, 2560

ฉลาดโง่ งง งวย

อยู่ๆก็คิดขึ้นมาว่า บางทีถ้าแกล้งโง่บ้าง ชีวิตอาจจะง่ายกว่านี้ แล้วก็คิดต่อไปว่า เอ หรือเราก็ไม่ได้ฉลาดอยู่แล้ว จะแกล้งโง่ยังไง คิดแล้วก็กลายเป็นสับสน อะไรคือเกณฑ์ตัดสินว่าอะไรคือโง่ อะไรคือฉลาด บางทีคนฉลาดๆอาจจะคิดอะไรโง่ๆในบางอย่าง บางทีคนโง่อาจจะคิดอะไรบางอย่างได้แบบฉลาดจนคนฉลาดคิดไม่ถึงก็ได้ นึกถึงหนังเรื่อง Adaptation ขึ้นมา พี่น้อง2คน คนนึงดูฉลาด คนนึงดูโง่ ตอนจบ เออหรือคนที่โง่ตะหากที่มันฉลาดกว่าว่ะ

วันเสาร์, ธันวาคม 17, 2559

.

เดินเล่นริมทะเล ปล่อยความคิดเรื่อยเปื่อย ปล่อยสมอง โสติประสาท และสายตาให้สัมผัสธรรมชาติรอบๆ ขอบคุณที่เรามีตาเพื่อมองเห็นความน่าทึ่งของธรรมชาติ เม็ดทรายนับหมื่นนับแสนที่ถูกคลื่นซัดไปมา รวมกันกลายเป็นชายหาดกว้างและยาวสุดสายตา หากเราเพ่งมองลงไปจะเห็นว่าเม็ดทรายมีทั้งสีออกขาว ออกเหลือง ออกแดง ออกดำ พวกมันคงเคยเป็นอะไรมาก่อนที่แตกต่างกัน เป็นเปลือกหอย เป็นประการัง แต่วันนี้มันเป็นเม็ดทรายและเป็นชายหาด หากเพ่งมองลงไป เม็ดทรายเม็ดหนึ่งช่างดูไม่มีความหมายอะไร เป็นละอองเป็นธุลี เพ้อคิดไปถึงใจของมันว่ามันเศร้าบ้างมั้ย มีใครเคยคิดถึงตัวตนปัจเจกหรือความสำคัญในตัวเม็ดทรายแค่เม็ดหนึ่งบ้าง เมื่อคืนในเซเว่นริมหาด พนักงานกวาดทรายจากพื้นที่ถูกนำพามากับรองเท้าของนักท่องเที่ยว ใจก็คิดว่าพนักงานเอาทรายกลับไปเทที่หาดมั้ยหรือลงถังขยะ คงจะเป็นอย่างหลังมากกว่า เม็ดทรายจะเศร้ามั้ยที่ถูกกระทำแบบนั้น มันอาจอยู่กับทะเลมาเป็นร้อยปีจนวันนึงต้องจากไปง่ายๆอย่างนั้น ง่ายๆอย่างนั้นเอง

Ocean

The ocean has that magic power, massive but quite.

วันจันทร์, พฤศจิกายน 14, 2559

คิดถึง ถึงคิด

คิดถึง "ความคิด" ในตอนนั้น..เวลามองก้อนเมฆลอยผ่านไปบนท้องฟ้า คิดถึง "ความคิด" ในตอนนั้น..ที่คิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งต่างๆรอบตัว คิดถึง "ความไม่คิด" ในตอนนั้น..ที่ใช้ชีวิตอย่างไม่คิดมาก ที่ทำไม่ได้อีกแล้ว ปลาทองรำพึงรำพันคิดถึง "อ่างใบเก่า"

วันอังคาร, กรกฎาคม 01, 2557

ปกติคือแปลก แปลกคือปกติ

ชีวิตคนเราก็แปลก ตอนที่เราอายุยังน้อยเรามักจะสงสัยในอนาคต ว่าเราจะเป็นอะไร ทำอะไรอยู่ มีชีวิตยังไง แต่เวลาก็เป็นสิ่งที่ดำเนินไปช้าๆแต่แน่นอน อย่างที่ฝรั่งมีคำที่ว่า slowly but surely time goes by แล้วชีวิตมันก็เดินไปเรื่อยๆของมันเองตามวันเวลา หลังจากครั้งสุดท้ายที่เขียนบล็อคนี้ น่าจะเกินกว่าสองปี ชีวิตเหมือนจะเดินไปเรื่อยๆวันต่อวัน สิ่งที่ทำก็ดูมีเหตุมีผล มีที่มาที่ไปว่าอย่างไรจึงมาเป็นวันนี้ แต่ถ้าลองมองย้อนแบบ เทียบเฉพาะสิ่งที่เป็นเมื่อประมาณสามปีที่แล้ว กับปัจจุบันนี้ตรงๆ มันก็ต่างกันลิบลับอยู่ ปัจจุบันมีครอบครัวของตัวเอง มีบ้าน มีสามี และลูกติดคือแมวเหมียวตัวหนึ่ง เป็นชีวิตที่ดูปกติสามัญอย่างที่สุด... แต่ถ้าเอาบรรทัดฐานของรูปแบบการใช้ชีวิตเมื่อก่อนมาวัดชีวิตปัจจุบัน อาจจะบอกว่าชีวิตตอนนี้แปลกสุดๆ... มันก็แค่เอาไม้บรรทัดอันไหนมาวัด ชีวิตมันก็เป็นสิ่งแปลกพิลึกใช่ย่อย ธรรมชาติสร้างให้เราเรียนรู้ที่จะผูกพันกับสิ่งรอบตัว สิ่งล่อใจเราคือความสุขความอบอุ่นที่ได้รับ แล้วชีวิตบางทีก็พลัดพรากสิ่งที่เรายึดเหนี่ยวไว้ไปจากเราด้วยสารพัดรูปแบบ เพื่อสอนเราว่า มันไม่แน่นอน... แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง ชีวิตก็เป็นวงจรธรรมชาติ มองอีกทีมันก็สุดแสนจะธรรมดา มันก็แค่เอาไม้บรรทัดอันไหนมาวัด เมื่อครั้งที่ยังอายุน้อยเราพยายามแสวงหาตัวตน แสดงตัวตน ผ่านวัตถุ เสื้อผ้า ของใช้ หนังสือที่อ่าน กิจกรรมที่ทำ ทุกอย่างไม่ได้แพงแต่ต้องตรงคอนเซป เช่นว่า ชั้นดีไชนเนอร์ค่ะ ชั้นเซอร์นะ ชั้นอินดี้หว่ะ ชั้นอ่านหนังสือแนวๆด้วย เป็นการแสวงหาตัวตน บวกกับความต้องการแสดงตัวตน และให้คนรับรู้ตัวตนเราอย่างที่เราอยากให้เค้ารับรู้ ปัจจุบัน ไม่แคร์ว่าจะต้องใช้ของที่แสดงตัวตนในแนวไหน เพราะเราค้นพบว่าเราไม่จำเป็นต้องแสดงตัวตนอะไรให้ใครเห็น มันเป็นความรู้สึกมั่นคงภายใน รู้สึกยอมรับสิ่งที่ตัวเองเป็นทุกอย่างๆสิ้นเชิง ทั้งกายภาพ และสิ่งที่ไม่เป็นกายภาพ ไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือที่ใครๆก็ว่าดีอีกต่อไป อ่านแค่หนังสือที่รู้สึกว่ามันใช่ มันของจริง no BS และทำในสิ่งที่อยากจะทำ และต้องทำ เราเป็นคนที่ชินชามากๆกับการถูกมองว่าเปลี่ยนไป มันเป็นเหมือนเกมรูบิคในจิตใจเรา ที่เราชอบบิดไปบิดมา หมุนไปหมุนมา ขบคิดหลากหลายมุม แต่รูบิคมันก็ยังคงเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม ใครจะมองเรายังไงไม่สำคัญเท่ากับว่าเราพึงใจในสิ่งที่เราเป็นอยู่แค่ไหน

วันจันทร์, มกราคม 31, 2554

กลับมาบ้านเก่า

เมื่อเหงา และคิดถึง
เมื่อรู้สึกหลงทาง
เปิดตู้รื้อดูของเก่า
เศษความคิด ขีดเขียนไว้
บางอย่างที่เลือนไป
ทำให้ใจคิดสงสัย
เราเป็นใคร
เมื่อตอนนั้น
และขณะนี้
เพื่อนบางคนเปิดเว็บดูดวงเมื่อหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้
เราเปิดบล็อคเก่า แต่ก็หาคำตอบไม่ได้เหมือนกัน
ฮ่าๆๆๆๆ
แต่ยังไง มันก็อุ่นใจ
เมื่อได้กลับมาบ้านเก่า

วันอาทิตย์, พฤษภาคม 30, 2553

Open your blind

Waking up this morning,
The sunlight through the blind caught my eyes.
I stare,
It's glare.
The blind shaped the sunlight into stripes.
I pecieved,
It's a vision.
The sunlight is infinite.
So open your blind.

วันพุธ, พฤษภาคม 26, 2553

คิดถึง

คิดถึงบ้าน
คิดถึงอาม่า
คิดถึงปูดอง
คิดถึงโรงหนัง
คิดถึงร้านหนังสือ
คิดถึงเพื่อน
คิดถึงคุโรมาตี้
คิดถึงภาพความหลัง

วันจันทร์, มีนาคม 29, 2553

...

Maybe I'm just tired of saying

Or I see no point of talking

It's no need for understanding

I don't care

Therefore I quit typing a word

วันอังคาร, มีนาคม 09, 2553

.

The mind
is a muscle
is a mirror
is the universe
is a fork and a knife
is a soil
is the sky
is a forest
is a swimming pool
is the ocean
is a seed
is a battle
is a playground
that's why I always loose myself in my mind

วันศุกร์, ธันวาคม 11, 2552

...

1000 people may have different opinion and percection about me...but there's only
1 person who can choose the way to live for me.
no one but myself

วันพฤหัสบดี, กันยายน 24, 2552

.

When a leaf fall
Others trembling
When a bird spread it's wings
My soul wants to fly
When the sky thunder
Flowers shake
Everything is moved by the invisible force of everything else.

วันจันทร์, กันยายน 07, 2552

.

Do not hang your mind on the edge of the spoken word.

วันพุธ, สิงหาคม 26, 2552

.

หายตัวไปจาก blog นาน เท่าๆกับที่หายหัวไปจากความปกติ
เหวี่ยงไปทั่วสารทิศ
ใครเค้าว่า เรามันเป็นมนุษย์"ฐานหัว"
แต่ จริงๆแล้ว บางทีเราก็ "ใจ" สุดๆไปเลยมากกว่า

วันอังคาร, มิถุนายน 30, 2552

.

For me

Love is like Water.

We're attracted by many kinds of drink , soda, beer, whisky, wine and so on but when we have too much of those drinks we've a sore throat.

At the end of the day we need only water.

For us who still alive

.....for sure we still have water to drink.

For me

It's means that we own love.

Water and Love we own.

One who knows this shall feel the fullness within him or her.

One who knows this shall love others right.

By offer water instead of drink else.

By not be a cause of sore throat.

วันอาทิตย์, พฤษภาคม 17, 2552

.

เมื่อวันก่อนได้อ่านบทความหนึ่งในนิตยสารผู้หญิง ว่าด้วยเรื่องราวขององค์กรอาสาสมัครเปิดบริสุทธิ์ในประเทศญี่ปุ่น มีผู้หญิงญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยที่อายุเกิน 25 ปีแล้ว แต่ยังไม่เคยมีอะไรกับผู้ชาย แต่ข้อเท็จจริงทีสลักสำคัญของเรื่องราวก็คือ พวกเธอเหล่านั้นไม่มีความมั่นใจ และกลัวว่าแฟนที่กำลังคบหา และจะพัฒนาต่อไปถึงขั้นมีความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างกันนั้น จะรู้ความจริงว่า ตัวเองแก่ปูนนี้แล้วยังเวอร์จิ้น ไร้ประสบการณ์

สาวหลายคนไม่เคยมีอะไรกับผู้ชายเพราะความไม่มั่นใจในตัวเอง บ้างก็เพราะคิดว่าตัวเอง หน้าอกเล็ก ขาใหญ่ อ้วนเกินไป ด้วยเหตุที่ว่ามานี้จึงได้มีองค์กรอาสาสมัครเพื่อช่วยสาวเหล่านี้ให้ได้มีประสบการณ์ทางเพศ

เรื่องแบบนี้ไม่ได้มีแค่ในญี่ปุ่น ที่เมืองไทยเราก็เช่นกัน เมื่อไม่นานมานี้ เพื่อนคนหนึ่งมาเล่าให้ฟังว่าเพื่อนของเธออีกคนหนึ่งอายุ 30 แล้วแต่ว่ายังไม่เคยมีอะไรกับแฟน แล้วก็เพิ่งละเลิกกับแฟนไปด้วย เพื่อนของเธอจึงขาดความมั่นใจในการเริ่มคบหากับผู้ชายคนใหม่ เพื่อนของเราคนนี้ก็เลยไปถามแฟนตัวเอง ซึ่งเป็นหนุ่มไทยที่เติบโตในเมืองมะกัน ว่าถ้าหากว่าผู้หญิงอายุ 30 แล้วยังเวอร์จิ้น เป็นเรื่องน่าอายรีเปล่า เธอได้คำตอบจากแฟนหนุ่มเป็นภาษาอังกฤษที่แปลไทยได้ใจความว่า "น่าอายมากจนเธอคนนั้นควรจะเก็บไว้เป็นความลับอย่าเอาเที่ยวบอกใครเลยนะ"

ในสมัยหนึ่งผู้หญิงคิดว่าควรรักนวลสงวนตัว เป็นผู้หญิงอ่อนหวาน เป็นแม่ศรีเรือน ถึงจะดูมีค่าเป็นที่ต้องการของผู้ชาย
ในสมัยนี้ผู้หญิงเปลี่ยนความคิดไป แต่ก็เพื่อเป็นที่ต้องการของผู้ชายไม่ต่างกันจากอดีต

ฉันไม่ได้เป็นเฟมินิสต์
และไม่สนใจคำถามประเภทที่ว่าจะเป็นผู้หญิงที่แคร์ ความจิ้นดี หรือจะแคร์ความมีประสบการณ์ทางเพศดี เพราะคิดว่ามันเป็นหางอึ่งของเรื่องราวทั้งหมดมากกว่า
ฉันคิดว่า ทั้งผู้หญิงและผู้ชายต่างก็ถูกหล่อหลอมให้มีความคิดต่อ สถานะการเป็นหญิง หรือชายของตนเอง จาก สังคม จารีต ประเพณี ด้วยกันทั้งคู่
แล้วไอ้สังคม จารีต ประเพณี เหล่านี้มันก็เหมือนเป็นสิ่งมีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ด้วยผู้ที่ใช้มันก็ คือ ทุกคนในสังคมนั่นเอง
ใครจะกล้าพูดได้ว่าเราสามารถปฏิเสธสังคม จารีต ประเพณี ได้อย่างสิ้นเชิง หรือแฮปปี้กับมันทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะอย่างนั้นเราจึงต้องมานั่งคิดว่าเราจะอยู่กับมันยังไง เป็นอิสระจากมันแค่ไหน และอิงอาศัยมันแค่ไหนถึงจะพอดีนี่สิเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ต่อคำถามที่สำคัญกว่าเรื่องจิ้นหรือความช่ำชองโลกีย์
คือเราจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายหรือเกย์ หรือกระเทย หรือทอม หรือไบ แบบไหนในยุคนี้

วันพฤหัสบดี, พฤษภาคม 07, 2552

.

'เข้าใจ'เป็นคนละเรื่องกับ 'เข้าข้าง'

วันพุธ, พฤษภาคม 06, 2552

Lagoon

wind in movement
water in thrill
pebble in silence
mud in wander

wind, water, pebble and mud
movement, thrill, silence and wander
there's nothing wrong.

วันศุกร์, เมษายน 24, 2552

อีกบทเพลงแสบสันของพี่แจ็คจอนสัน

Everyone laughed at her joke
As if they'd never even heard it before
And maybe they were truly amused
But every word that she spoke was a bore
And maybe it's because they had seen
The previews on the TV screen
Well this part is good and that's well understood
So you should laugh if you know what I mean
But it's all relative
Even if you don't understand
Well it's all understood
Especially when you don't understand
Then it's all just because
Even if we don't understand
Then lets all just believe
Everyone knows what went down
Because the news was spread all over town And fact is only what you believe
And fact and fiction work as a team
It's almost always fiction in the end
That content begins to bend
When context is never the same
And it's all relative
Even if we don't understand
And it's all understood
Especially when we don't understand
Then it's all just because
Even if we don't understand
Then lets all just believe
I was reading a book
Or maybe it was a magazine
Suggestions on where to place faith
Suggestions on what to believe
But I read somewhere
That you've got to beware
You can't believe anything you read
But the good Book is good
And that's well understood
So don't even question If you know what I mean
But it's all relative
Even if you don't understand
Well it's all understood
Especially when you don't understand
And it's all just because
Even if we don't understand
Then lets all just believe
But there you go once again
You missed the point and then you point
Your fingers at me
And say that I said not to believe
I believe I guess
I guess it's all relative

วันพุธ, เมษายน 15, 2552

.

วันนี้เป็นวันที่ถนนทุกสายในกรุงเทพมหานครปลอดโล่งซึ่งรถราอย่างเช่นเคย เนื่องด้วยยังคงเป็นวันหยุดยาว บวกกับสถานการณ์บ้านเมืองที่ไม่สงบเรียบร้อยดี ทำให้คนเลือกจะอยู่บ้านมากกว่า เหตุนี้เองจะไม่ให้รู้สึกแปลกใจได้ยังไงเมื่อพี่สาวพูดว่า จะขึ้นทางด่วน ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวคือ รถไม่ติดซักหน่อย อย่างที่สองคือ วันนี้วันหยุด แล้วจะด่วนไปไหน คิดไปอีกที เป็นไปได้ว่าพี่เราจะมีอาการ “เสพติดทางด่วน” เพราะไม่ว่าเธอจะไปไหน เธอจะมีความคิดว่าควรจะขึ้นทางด่วนอยู่ตลอดเวลา ไอ้เราสิเป็นคนไม่ชอบขึ้นทางด่วน เพราะไม่รู้ว่าจะด่วนไปไหนนักหนา

หรือจะเป็นเราเองที่ผิดแปลก สมัยนี้อะไรๆก็ด่วนไปหมด ทางด่วน อาหารจานด่วน พิมพ์งานด่วน เงินด่วน งานด่วน เรือด่วน รถด่วน หนูด่วน เป็นต้น ว่าแต่ว่า คำว่าด่วนเนี่ย มันคงจะเปลี่ยนไปตามยุคสมัย เช่น หากสมัยก่อน ฝ่ายกองทัพพม่าเร่งเดินทัพลงมากรุงศรีอยุธยา ความด่วนอาจจะเท่ากับ 4 เดือน สงสัยอนาคตข้างหน้า คำว่าด่วนอาจจะเท่ากับ เสี้ยววินาที โอ้ว ไม่อยากจะคิดว่า เราจะเอาเวลาที่ประหยัดได้มากมายก่ายกองไปทำอะไรให้โลกมันวุ่นวายได้มากกว่านี้อีกมั้ยหนอ

บางคนที่ไม่มีอาการเสพติดความด่วน ก็ไม่แน่ว่าอาจจะเสพติดทางลัด เช่น เรียนทางลัด รวยทางลัด ดังทางลัด ขึ้นสวรรค์ทางลัดด้วยการทำบุญปิดพระเจดีย์(ไม่ได้เอ่ยชื่อนะฮะ 555) หรืออาจจะเสพติดสูตรสำเร็จ อาหารสำเร็จรูป เสื้อผ้าสำเร็จรูป อะไรๆก็สำเร็จรูป เพียงแค่ฉีกซอง ของที่ได้มาง่ายเราจึงเลิกใช้มันง่ายๆ ทำให้เราบริโภคมากเกินสมดุล และสร้างขยะบนโลกนี้มากขึ้นอีก สมัยก่อน คนอีสานมักจะมีกี่ทอผ้าอยู่ใต้ถุนบ้าน ทอผ้าซิ่น ผ้าขาวม้า แม่จะทอผ้าขาวม้าด้วยไหม ห้าสีแบบเขมรให้ลูกชาย โดยจะทอให้ดีที่สุด เพราะผ้านี้จะเป็นผ้าประจำกายของชายหนุ่มคนนั้นไปอีกนาน ชนชาติพันธุ์กลุ่มหนึ่ง เมื่อมีลูก แม่จะทอและปักผ้าไว้ให้สวยที่สุด สำหรับห่อตัวเด็กและผ้าผืนนี้เองจะคลุมร่างคนๆนั้นในวันที่เค้าตาย กว่าจะได้ผ้าแต่ละผืนจะต้องเริ่มจากการปั่นฝ้าย สาวไหม ต้มย้อม ขึ้นตะกอ แล้วก็ทอเป็นผืน ไม่ได้ใช้เงินเสกได้อย่างเช่นเราๆทุกวันนี้

มีครั้งหนึ่งในงานภาวนา ซึ่งเรามีของว่างเป็นข้าวต้มมัด เรากินกันในความเงียบ แต่ในความเงียบนั้นมีสิ่งที่ถูกถามขึ้นมาในใจ “เราประเมินราคาข้าวต้มมัดนี้ อันละกี่บาทกันนะ” 5 บาท 10 บาท หรือ 20 บาท กันแน่ ? สิ่งที่ค้นพบในใจตัวเอง ทำให้ตระหนักได้ว่า นี่เราหลงลืมอยู่ในโลกของความด่วน ทางลัด และสูตรสำเร็จอย่างสาหัส


เราไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าขั้นตอนการทำข้าวต้มมัดนั้นต้องทำยังไงบ้าง รู้แค่ว่ามียี่สิบบาท จะกินอะไรได้บ้าง เมื่อเราอยากเข้าโรงเรียนดังๆเราก็จ่ายเงินไปเรียนกวดวิชา เพื่อให้ได้สูตรลัดคิดไวจากสำนักติวเตอร์ต่างๆ เพื่อให้ได้เรียนที่ดีๆ ทำงานเก่งๆ ได้เงินเดือนเยอะๆ แล้วเอาตังค์ไปซื้อเสือ้ผ้าใส่ และซื้อข้าวต้มมัดมากิน

ไม่มีพระสูตรไหนที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้เลยว่าเป็นทางลัด จริงอยู่ที่เราปฏิเสธไม่ได้ว่า ทางด่วน ทางลัด สูตรสำเร็จนั้นไม่มีอยู่จริง แต่ทางด่วน ทางลัด สูตรสำเร็จ เหล่านี้จะนำเราไปได้ไกลซักเพียงไหน ด้วยว่าความจริงที่ยิ่งใหญ่นั้นไร้ซึ่งแม้อรรถาธิบาย สำมะหาอะไรกับทางด่วน ทางลัด หรือสูตรสำเร็จ

The water in a vessel is sparkling;

the water in the sea is dark.

The small truth has words that are clear;

the great truth has great silence.

:Rabindranath Tagore