ข้าพเจ้ายังไม่คิดที่จะริอ่านเป็นนักวิจารณ์หนังสือแต่อย่างใด
เพียงต้องการจะแลกเปลี่ยน และบอกต่อถึงหนังสือที่ข้าพเจ้ามีความประทับใจ
และมีอิทธิพลต่อความนึกคิดของข้าพเจ้า ซึ่งส่งผลต่อการกระทำอีกทอดหนึ่ง
เนื่องด้วยข้าพเจ้าในวัยเด็กเป็นเด็กที่เอาแต่วิ่งเล่นจับแมลง
กบเขียด เด็ดดอกไม้ ต้นไม้
จึงโตมาเป็นคนที่อ่านหนังสือช้า และอ่านหนังสือมาเพียงไม่กี่เล่ม
ในจำนวนหนังสือที่ได้อ่าน มีหลายเล่มทีเดียวที่มีอิทธิพลต่อความคิดในด้านที่แตกต่างกันไป
หนังสือบางเล่มข้าพเจ้าอ่านแล้วถึงกับนอนไม่หลับ
บางเล่มทำให้รู้สึกเสมือนว่าตัวเองเป็นนักเดินทางที่เพิ่งเริ่มต้นที่ตีนเขา
บางเล่มอ่านแล้วรู้สึกเสมือนตัวเองบินล่องไปตามลมได้อย่างนก
...
"The Man Who Planted Trees" a story by Jean Giono
วรรณกรรมเล่มบางๆเล่มหนึ่งที่ใช้เวลาอ่านไม่เกิน 20 นาที
แต่เรื่องราวนั้นกลับวนเวียนอยู่ในความคิดได้เป็นวันๆ
เป็นหนังสืออีกเล่มที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่าได้สัมผัสถึงพลังในทางสร้างสรรค์
และความตั้งใจที่จะเขียนเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับใครก็ตามที่ได้อ่าน
โดยที่ผู้เขียนกับผู้อ่านไม่จำเป็นต้องรู้จักกันเลยด้วยซ้ำ
...
แน่นอนว่าทุกอย่างย่อมมีสองด้านเสมอ
ยิ่งข้าพเจ้าอ่านพบหนังสือที่มีอิทธิพลต่อความนึกคิดของข้าพเจ้ามากเท่าไร
ยิ่งทำให้ข้าพเจ้าตระหนักถึงอำนาจของตัวหนังสือมากเท่านั้น
เมื่อเราเริ่มเขียน และเมื่อเริ่มมีคนอ่าน แม้แต่เพียงคนเดียว
เป็นอันว่าเราควรมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เราเขียน ต่อคนที่อ่าน
หากเราใช้ปากกาอย่างสร้างสรรค์ เขียนด้วยความจริงใจ
เขียนด้วยจุดมุ่งหมายที่ดี
ไม่สำคัญว่าเราจะรับรู้หรือไม่ว่าคนที่อ่านได้อะไรไป
คงเพียงพอแล้วหากงานเขียนนั้นสามารถสร้างแรงบันดาลใจในทางบวกต่อใครซักคน และต้องไม่ลืมว่างานเขียนนั้นอาจมีอายุยืนยาวกว่าเรา
เช่นเดียวกับนักปั้นที่รู้ดีว่าจานชามของเค้านั้นจะอยู่ไปอีกเป็นพันๆปีหลังจากเค้าตายไป
...
"The Man Who Planted Trees" ทำให้ข้าพเจ้าคิดที่จะตั้งใจเขียนอย่างสร้างสรรค์
เพื่อที่จะเป็นกระบอกเสียงเล็ก บอกเล่าเรื่องราวดีๆ ผู้คนดีๆที่ข้าพเจ้าได้ผ่านพบในการเดินทาง
แม้ว่าฝีมือการเขียนของข้าพเจ้าจะเป็นระดับมือสมัครเล่น
แต่ยังมีความเชื่อมั่นว่า หลากหลายเรื่องราวดีๆเกี่ยวกับเพื่อน และคนดีๆ ที่ข้าพเจ้าอยากนำเสนอ
จะสามารถทำให้คนอ่านได้แรงบันดาลใจจากเนื้อหาสาระของมันเอง
ถ่ายทอดผ่านปากกาของข้าพเจ้า (ต้องพูดว่าคีย์บอร์ดสิน่ะ)
ค่อนข้างสับสนเอาการสำหรับข้าพเจ้าผู้ซึ่งมักจะปฏิเสธที่จะนิยาม "คำ" ใดๆ
แต่ขณะเดียวกันก็ต้องอาศัย "คำ" เป็นสื่อบอกเล่าความคิดตนเอง
และยังคงยืนยันกับตัวเอง ว่าสิ่งที่ตนเองต้องการที่สุดคือการลอยล่องอยู่เหนือความยึดติดกับคำจำกัดความใด ของใคร หรือสังคมไหน
มีเพียงสิ่งที่ใจของข้าพเจ้าร้องบอกเท่าทั้นที่จะเป็นเหมือนลมพัดพาข้าพเจ้าให้เดินทางไปในที่ๆใจปราถนา
...
หมายเหตุ : เขียนมาซะยืดยาว เอาเป็นว่าโปรดติดตามและเป็นกำลังใจให้นักอยากเขียน ขณะที่ข้าพเจ้าเรียบเรียงเรื่องราวที่จะมานำเสนอให้ดีซะก่อน บางเรื่องของบางคนอาจจะต้องใช้เวลาศึกษาให้มากก่อนเลยทีเดียว
วันอังคาร, พฤศจิกายน 14, 2549
หายไป?
คงจะประมาณ 4 ทุ่มเศษ
แต่วันนี้ก็ดูบรรยากาศคึกคักมาก คงเพราะเป็นวันลอยกระทง
แต่ข้าพเจ้าผู้ไม่เคยพิศมัยเทศกาลนี้เลย
จำได้ว่าไปถึงริมน้ำทุกครั้ง ก็รู้สึกได้อย่างเดียวว่า
มันมีกระทงเยอะเกินไปแล้ว จะใส่ลงไปทำไมอีก?
ปีนี้ไม่แม้แต่จะไปริมน้ำ
แยกย้ายกันที่ร้านสัมตำไก่ย่าง ก็มารอเรียกรถกลับบ้าน
ณ ตรงที่ๆ เคยมี เสาชิงช้า บัดนี้ไม่มีซะแล้ว..แม้แต่เงา
คันแล้วคันเล่าไม่มีรถแทกซี่ยอมไปไกลถึงบ้านเราซักคัน
แต่มีรถเก๋งคันหนึ่งขับพุ่งมาปาดข้างหน้าอย่างเร็วแล้วก็จอด
ผู้ชายคนหนึ่งเปิดออกมาจากด้านข้างคนขับ
ผู้หญิงอีกคนถลาลงมาจากอีกด้าน
ผู้ชายเดินอย่างเร็วมาโบกเรียกรถ
ผู้หญิงวิ่งถลาตามมาพร้อมกับเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้น
เข้าคว้าแขนผู้ชายคนนั้นเอาไว้
เค้าพยายามสะบัดแขนเธอออก
แล้วก้าวขึ้นไปบนรถตุ๊กๆ
เธอก้าวตามไป
เค้าบอกให้คนขับออกรถ
ทั้งๆที่เธออยู่นอกรถเกือบครึ่งตัว
ขาเธอแกว่งๆไปมา ลอยจากพื้น
เหมือนว่าเธอมีสองขา ... แต่กลับยืนไม่ไหว
เสียงร้องไห้เหมือนแทบขาดใจ
ในที่สุดรถตุ๊กๆเลยไม่ยอมไป
เค้าจำต้องลงมา เธอยุดยื้อเค้าไว้ ทั้งด้วยสองแขนและน้ำตา
แต่ดูเหมือนจะไร้ผล
เค้าดูไม่แคร์
............
ข้าพเจ้าไม่รู้หรอกว่าเค้าทะเลาะอะไรกัน
ข้าพเจ้าไม่รู้หรอกว่าใครทำร้ายใคร ผิดถูกยังไง
ข้าพเจ้าคิดว่ามันคงไม่ใช่ประเด็น
อยากจะเดินเข้าไปบอกว่า
ปล่อยเค้าไปเห๊อะ
....
แต่ตอนนี้เธอคนนั้นคงไม่สามารถรับฟังอะไรได้
ข้าพเจ้าจากมาจากการเป็นบุคคลที่ 3 ในเหตุการณ์ในที่สุด
....
เสาชิงช้าเคยมีอยู่ ใครจะคิดว่าวันนึงมันยังหายไป?
แต่ลองคิดดีๆสิ ก่อนหน้าที่คนจะสร้างมันขึ้นมา
มันมีอยู่ซะที่ไหนเล่า จริงไหม?
แต่วันนี้ก็ดูบรรยากาศคึกคักมาก คงเพราะเป็นวันลอยกระทง
แต่ข้าพเจ้าผู้ไม่เคยพิศมัยเทศกาลนี้เลย
จำได้ว่าไปถึงริมน้ำทุกครั้ง ก็รู้สึกได้อย่างเดียวว่า
มันมีกระทงเยอะเกินไปแล้ว จะใส่ลงไปทำไมอีก?
ปีนี้ไม่แม้แต่จะไปริมน้ำ
แยกย้ายกันที่ร้านสัมตำไก่ย่าง ก็มารอเรียกรถกลับบ้าน
ณ ตรงที่ๆ เคยมี เสาชิงช้า บัดนี้ไม่มีซะแล้ว..แม้แต่เงา
คันแล้วคันเล่าไม่มีรถแทกซี่ยอมไปไกลถึงบ้านเราซักคัน
แต่มีรถเก๋งคันหนึ่งขับพุ่งมาปาดข้างหน้าอย่างเร็วแล้วก็จอด
ผู้ชายคนหนึ่งเปิดออกมาจากด้านข้างคนขับ
ผู้หญิงอีกคนถลาลงมาจากอีกด้าน
ผู้ชายเดินอย่างเร็วมาโบกเรียกรถ
ผู้หญิงวิ่งถลาตามมาพร้อมกับเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้น
เข้าคว้าแขนผู้ชายคนนั้นเอาไว้
เค้าพยายามสะบัดแขนเธอออก
แล้วก้าวขึ้นไปบนรถตุ๊กๆ
เธอก้าวตามไป
เค้าบอกให้คนขับออกรถ
ทั้งๆที่เธออยู่นอกรถเกือบครึ่งตัว
ขาเธอแกว่งๆไปมา ลอยจากพื้น
เหมือนว่าเธอมีสองขา ... แต่กลับยืนไม่ไหว
เสียงร้องไห้เหมือนแทบขาดใจ
ในที่สุดรถตุ๊กๆเลยไม่ยอมไป
เค้าจำต้องลงมา เธอยุดยื้อเค้าไว้ ทั้งด้วยสองแขนและน้ำตา
แต่ดูเหมือนจะไร้ผล
เค้าดูไม่แคร์
............
ข้าพเจ้าไม่รู้หรอกว่าเค้าทะเลาะอะไรกัน
ข้าพเจ้าไม่รู้หรอกว่าใครทำร้ายใคร ผิดถูกยังไง
ข้าพเจ้าคิดว่ามันคงไม่ใช่ประเด็น
อยากจะเดินเข้าไปบอกว่า
ปล่อยเค้าไปเห๊อะ
....
แต่ตอนนี้เธอคนนั้นคงไม่สามารถรับฟังอะไรได้
ข้าพเจ้าจากมาจากการเป็นบุคคลที่ 3 ในเหตุการณ์ในที่สุด
....
เสาชิงช้าเคยมีอยู่ ใครจะคิดว่าวันนึงมันยังหายไป?
แต่ลองคิดดีๆสิ ก่อนหน้าที่คนจะสร้างมันขึ้นมา
มันมีอยู่ซะที่ไหนเล่า จริงไหม?
วันพฤหัสบดี, พฤศจิกายน 09, 2549
ยำๆครับ ภาพไม่สวย ขออภัยด้วย
ทุกคนคิดละซิว่า จะตื้บดิน หรือตื้บเด็กดี..ล้อเล่นๆ
โจ้ครับๆ เฟคน้อยๆหน่อยครับ...ล้อเล่นๆ
ผนังบ้านลุงทุมถูกใจมาก นึกถึงเพลงของพี่jack ที่ร้องว่า "And there were so many fewer questions. When stars were still just the holes to heaven"
ลุงสุ่นโชว์การเผาถ่านเพื่อให้ได้ น้ำส้มควันไฟ ปุ๋ยชีวภาพที่พัฒนาเทคนิคกันขึ้นมา จนไม่ต้องพึ่งปุ๋ยและสารเคมีกันอีกต่อไป
คนแรกนี่โจรสลัด คนที่สองถูกตั้งข้อสงสัยว่าจะเป็นชาวประมงจริงๆละมั้ง คนที่สามนักท่องเที่ยว เฟคถ่ายรูปอีกแล้ว..ล้อเล่นๆ
ขอนับถือคนคิด การนวดผ่อนคลายระบบลูกโซ่หลังจากจบภารกิจ เฮ้อ.. ชิวจริงๆ
ศิลปินเบอร์หนึ่งกะลังวาดภาพที่ระลึกให้กลุ่มเขาชะเมาเก็บไว้เป็นหลักฐาน เอ้ย! ที่ระลึกตะหากวันพุธ, พฤศจิกายน 08, 2549
ห้องสมุดดิน ฉบับ รักษ์เขาชะเมา
แก๊งค์ทำบล็อค
เอ้า! โคดสะนาให้เค้าหน่อย
ชาวจิตอาสา
ถ่ายรูป...หมู
โจ้ จักร พี่แก้ว น้องบอยแห่งกลุ่มรักษ์เขาชะเมาปล. โจ้กะจักรไม่ได้เป็นอะไรกันแม้แต่น้อย พูดงี้เสียหายหมดเดี๋ยวขายไม่ออกทำไงฮ่ะ
.......
กาพย์บ้านดิน ฉบับมั่วๆ
...
ย่ำ ย่ำ ย่ำ
บ่อเล็กๆ
ขุดลึกๆ
ไส้เดือนน้อย
ดิ้นดึ๊กๆ
จำต้องลา
เพื่อเด็กน้อย
ได้ศึกษา
หาความรู้
...
โกย โกย โกย
ช่วยกันขน
อัดดินจน
เป็นก้อนอิฐ
ตากเรียงไว้
รออีกนิด
เจ้าก้อนอิฐ
เราร่วมก่อ
เริ่มเป็นบ้าน
ดินหลังจ้อย
ห้องสมุดน้อย
คอยเราอยู่
(น่ะจ๊ะ)
ปล. ไปค่ายเที่ยวนี้ มีทั้งขำ ฮา มันส์ สาระ ข้อคิด เกร็ดความรู้ เพื่อนใหม่ รุ่นใหญ่ รุ่นเด็ก ไว้จะทยอยเล่าให้เพื่อนๆฟังในโอกาสถัดไปแน่นอน วันนี้ข้าพเจ้าหมดแรงแหล่วขอลาไปก่อนเน้อพี่น้อง
ขอบคุณ
การที่ได้มาทำกิจกรรมที่เราไม่ได้คาดหวังผลประโยชน์ใดๆในเชิงวัตถุ
หรือไม่ใช่สิ่งที่เราทำแล้วได้ผลตอบแทนเป็นเงินในบัญชีทุกๆวันที่ 31
หรือเป็นสิ่งที่เราเคยชินกับมันซะจนเราเข้าใจว่าเรารู้จักในสิ่งที่เราทำดีแล้ว
หรือไม่ใช่สิ่งที่เราทำแล้วได้ผลตอบแทนเป็นเงินในบัญชีทุกๆวันที่ 31
หรือเป็นสิ่งที่เราเคยชินกับมันซะจนเราเข้าใจว่าเรารู้จักในสิ่งที่เราทำดีแล้ว
อย่างเช่นการไปค่ายสั้นๆที่กลุ่มรักษ์เขาชะเมาครั้งนี้
เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เตือนสติให้รู้ว่า
"เจ้ากำลังเป็นกบในน้ำที่ตั้งไฟอ่อนๆ และจะถูกน้ำร้อนลวกตายไปอย่างไม่รู้สึกตัว"
นับจากครั้งก่อนคือเมื่อกว่า 7 ปีที่แล้วที่ได้มีโอกาสไปสวนโมกข์ฯ
....
เมื่อเราละเลยที่จะละเอียดอ่อนในการสำรวจให้ทั่วถ้วนไปทุกซอกมุมของจิตใจตนเอง
ก็เป็นการยากที่เราจะขจัดสิ่งสกปรกเล็กน้อยที่เข้าไปติดค้างอยู่ในซอกหลีบเล็กๆ
โดยที่ไม่รู้ตัวจิตใจของเราเริ่มถูกเกาะกุมไปด้วยความสกปรกที่เราไม่รับรู้ถึงการมีอยู่ของมัน
ใจของเรากระด้างขึ้นอย่างช้าๆ ช้าๆ
"เจ้ากำลังเป็นกบในน้ำที่ตั้งไฟอ่อนๆ และจะถูกน้ำร้อนลวกตายไปอย่างไม่รู้สึกตัว"
นับจากครั้งก่อนคือเมื่อกว่า 7 ปีที่แล้วที่ได้มีโอกาสไปสวนโมกข์ฯ
....
เมื่อเราละเลยที่จะละเอียดอ่อนในการสำรวจให้ทั่วถ้วนไปทุกซอกมุมของจิตใจตนเอง
ก็เป็นการยากที่เราจะขจัดสิ่งสกปรกเล็กน้อยที่เข้าไปติดค้างอยู่ในซอกหลีบเล็กๆ
โดยที่ไม่รู้ตัวจิตใจของเราเริ่มถูกเกาะกุมไปด้วยความสกปรกที่เราไม่รับรู้ถึงการมีอยู่ของมัน
ใจของเรากระด้างขึ้นอย่างช้าๆ ช้าๆ
....
ช่วงเวลาสั้นๆของการไปค่ายครั้งนี้ ทำให้บางอย่างข้างในตนเองมีโอกาสได้ส่งเสียงเตือน
เตือน...ให้เราตระหนักรู้ถึงการมีอยู่ของความไม่สะอาดภายในจิตใจ
เตือน...ให้เราตระหนักรู้ว่าต้องชำระล้างมันออกไป
เพราะยังอยากจะมีจิตใจที่ใสเพื่อตื่นรู้และเข้าใจ
เพราะยังอยากจะมีใจที่อ่อนนุ่มมิถูกเกาะกุมไปด้วยความกระด้างอย่างนี้
ขอบคุณ
ช่วงเวลาสั้นๆของการไปค่ายครั้งนี้ ทำให้บางอย่างข้างในตนเองมีโอกาสได้ส่งเสียงเตือน
เตือน...ให้เราตระหนักรู้ถึงการมีอยู่ของความไม่สะอาดภายในจิตใจ
เตือน...ให้เราตระหนักรู้ว่าต้องชำระล้างมันออกไป
เพราะยังอยากจะมีจิตใจที่ใสเพื่อตื่นรู้และเข้าใจ
เพราะยังอยากจะมีใจที่อ่อนนุ่มมิถูกเกาะกุมไปด้วยความกระด้างอย่างนี้
ขอบคุณ
วันพฤหัสบดี, พฤศจิกายน 02, 2549
Happy birthday to my best friend!
วันเกิดนิ่มเพื่อนเลิฟ สนุกมาก
ปาร์ตี้ๆ
มีพายของบ๊อบ
เนมีเค้กเซอร์ไพรส์นิ่ม
ช่างเป็นน้องชายที่น่าร๊ากจริงๆ
ส่วนนิ่มก็บ่นออดๆว่าทำไมได้แต่หนังงสือเป็นของขวัญน่ะ
ไม่ได้โม้ แต่พูดจริงว่าจักรปาณี ทำอาหารให้ทุกคนกินด้วย !!!
เป็นครั้งแรก อร่อยเว่อร์ๆ
ขนาดหุงข้าวก็ยังไม่เป็นน่ะเนี่ย
กินกันหมดด้วยน่ะ
แม้จะออกแนวบังคับให้กินกัน555
happy birthday เพื่อนเลิฟ
ps. พรุ่งนี้จะได้ไปสร้างกุฏิดินซะที ตื่นเต้นๆ
ปาร์ตี้ๆ
มีพายของบ๊อบ
เนมีเค้กเซอร์ไพรส์นิ่ม
ช่างเป็นน้องชายที่น่าร๊ากจริงๆ
ส่วนนิ่มก็บ่นออดๆว่าทำไมได้แต่หนังงสือเป็นของขวัญน่ะ
ไม่ได้โม้ แต่พูดจริงว่าจักรปาณี ทำอาหารให้ทุกคนกินด้วย !!!
เป็นครั้งแรก อร่อยเว่อร์ๆ
ขนาดหุงข้าวก็ยังไม่เป็นน่ะเนี่ย
กินกันหมดด้วยน่ะ
แม้จะออกแนวบังคับให้กินกัน555
happy birthday เพื่อนเลิฟ
ps. พรุ่งนี้จะได้ไปสร้างกุฏิดินซะที ตื่นเต้นๆ
On the edge of the night
My room and this vastness,
awake over parroting land, - are one.
I am a string, strung over rustling wide resonances.
The things are violin bodies, full of grumbling dark;
inside the wifes' weeping is dreaming,
inside the rancour of whole dynasties is stirring in the sleep…
I shall shake silverly:
then everything underneath me will live,
and what errs in the things,
will strive after the light,
which falls from my dancing tone,
around which heaven waves, through narrow,
yearning cracks, into the old chasms without end…
R.M. Rilke, January 12th 1900,
Berlin-Schmargendorf
English translation by Philipp Kellmeyer
ps.ขอยืมquoteของกวีท่านนี้มาใช้เป็นคำโดนใจตัวเองเป็นเวลาหลายปีแล้ว แล้วยังขโมยเอามาใช้เป็นชื่อบล็อคอีกด้วย วันนี้เลยขอเอาผลงานของเค้ามาเก็บไว้ซะหน่อย เสียดายที่ไม่รู้ภาษาเยอรมันเลยไม่เคยได้อ่าน original version กับเค้าซักที
The night in Delhi
" Do you know I did commit suicide once?" not taking her eyes of Veronica decided to die .
"....................." I answered with silence cause I think she didn't need answer anyway.
"When I was 17... I was so young."
To me now she is sister , colleague and boss also.
Instead of asking how? or why? I asked her about what was happen after that.
simple and short with her very neutral tone of answering, like it matter no more...
"Life must goes on"
I feel like I catch the glimpse of the whole story.
And I believe she do know the true meaning of that simple word.
.......
It was very short conversation.
But it did answer to my question also...
before she left me into Paulo Coelho's world.
Yes, she's right.
.......
"Life must goes on" I said to myself in silence.
before I left her into Lao-tzu's world.
"....................." I answered with silence cause I think she didn't need answer anyway.
"When I was 17... I was so young."
To me now she is sister , colleague and boss also.
Instead of asking how? or why? I asked her about what was happen after that.
simple and short with her very neutral tone of answering, like it matter no more...
"Life must goes on"
I feel like I catch the glimpse of the whole story.
And I believe she do know the true meaning of that simple word.
.......
It was very short conversation.
But it did answer to my question also...
before she left me into Paulo Coelho's world.
Yes, she's right.
.......
"Life must goes on" I said to myself in silence.
before I left her into Lao-tzu's world.
วันพุธ, พฤศจิกายน 01, 2549
The power of make up
เช้าวันหนึ่งที่ตื่นขึ้นมาพบรอยบวมและช้ำรอบๆดวงตา(ที่ปรกติก็บวมอยู่แล้ว)
อันเกิดจากเหตุแห่งความอ่อนไหวอ่อนแอ ซ้ำๆซากๆ
เสียงหนึ่งบอกว่า นี่ไม่ใช่ชั้นแน่ๆ
ว่าแล้วก็เริ่มต้นเช้าวันนั้นด้วยการบรรจงเติมแต่งสีสันบนใบหน้า
อย่างน้อยข้างนอกสดใสไว้ก่อนก็ยังดี
และแล้ววันไม่ธรรมดาที่งงๆก็เริ่มต้นขึ้น
เริ่มจากทุกคนทักกันเกรียวว่าเกิดไรขึ้นทำไมเปลี่ยนอย่างนี้
ก็นึกในใจอยู่ว่า เอ้ยเป็นผู้หญิงน่ะเว้ย แต่งหน้ามั่งแปลกตรงไหนกันเนี่ยะ
ต่อด้วยคนขายหนังสือ ที่พูดส่งท้ายว่า "ให้ผมถือหนังสือไปส่งที่รถมั้ยครับ"
เดินชนของร้านเค้าล้มโคร่ม คนขายแทนที่จะด่า ดันพูดว่า
"หุ่นนี้เป็นอะไรคนสวยเดินมาใกล้ทีไรล้มทุกที"
เอ่อ เลยไม่รู้จะขอโทษรึต้องขอบคุณที่ชมดี
หรืออยู่ๆก็มีคนส่งขนมมาให้กิน เออก็ดีเหมือนกันประหยัด
กลายเป็นจุดเริ่มของการได้แจกขนมจีบกินฟรีบ่อยขึ้นเรื่อยๆในช่วงนี้
เจ๊บอกว่าแกอย่าดูถูกอำนาจอันนี้น่ะย่ะ
ไม่เห็นหรือว่าสวยไว้ก่อนสบายกว่าเป็นไหนๆ
คลีโอพัตราก็สอนไว้
นึกสงสัยว่ามนุษย์หนอ เรามีดวงตาไว้เพื่อเห็นอะไรบ้าง?
ยังไงก็ตาม ยังคงไม่คิดจะคบกับคนที่ชอบแค่มาสคาร่าบนขนตาของชั้นหรอกน่ะ
ลบออกก็เป็นหมวยหน้าจืดคนเดิมอยู่ดี
คนที่ใครๆเจอก็มักถามว่าน้องๆ เป็นทอมรึเปล่าครับ
หลายคนที่ทักว่าเปลี่ยนไป ก็พอเข้าใจ
แต่คุณคิดจริงๆหรือว่าเครื่องสำอางสามารถเปลี่ยนคนได้
ชั้นก็ยังเป็นคนๆเดิมและมีใจบางๆดวงเดิม
อะไรคือเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยน
สำคัญที่ใจไม่ใช่หรือ
อันเกิดจากเหตุแห่งความอ่อนไหวอ่อนแอ ซ้ำๆซากๆ
เสียงหนึ่งบอกว่า นี่ไม่ใช่ชั้นแน่ๆ
ว่าแล้วก็เริ่มต้นเช้าวันนั้นด้วยการบรรจงเติมแต่งสีสันบนใบหน้า
อย่างน้อยข้างนอกสดใสไว้ก่อนก็ยังดี
และแล้ววันไม่ธรรมดาที่งงๆก็เริ่มต้นขึ้น
เริ่มจากทุกคนทักกันเกรียวว่าเกิดไรขึ้นทำไมเปลี่ยนอย่างนี้
ก็นึกในใจอยู่ว่า เอ้ยเป็นผู้หญิงน่ะเว้ย แต่งหน้ามั่งแปลกตรงไหนกันเนี่ยะ
ต่อด้วยคนขายหนังสือ ที่พูดส่งท้ายว่า "ให้ผมถือหนังสือไปส่งที่รถมั้ยครับ"
เดินชนของร้านเค้าล้มโคร่ม คนขายแทนที่จะด่า ดันพูดว่า
"หุ่นนี้เป็นอะไรคนสวยเดินมาใกล้ทีไรล้มทุกที"
เอ่อ เลยไม่รู้จะขอโทษรึต้องขอบคุณที่ชมดี
หรืออยู่ๆก็มีคนส่งขนมมาให้กิน เออก็ดีเหมือนกันประหยัด
กลายเป็นจุดเริ่มของการได้แจกขนมจีบกินฟรีบ่อยขึ้นเรื่อยๆในช่วงนี้
เจ๊บอกว่าแกอย่าดูถูกอำนาจอันนี้น่ะย่ะ
ไม่เห็นหรือว่าสวยไว้ก่อนสบายกว่าเป็นไหนๆ
คลีโอพัตราก็สอนไว้
นึกสงสัยว่ามนุษย์หนอ เรามีดวงตาไว้เพื่อเห็นอะไรบ้าง?
ยังไงก็ตาม ยังคงไม่คิดจะคบกับคนที่ชอบแค่มาสคาร่าบนขนตาของชั้นหรอกน่ะ
ลบออกก็เป็นหมวยหน้าจืดคนเดิมอยู่ดี
คนที่ใครๆเจอก็มักถามว่าน้องๆ เป็นทอมรึเปล่าครับ
หลายคนที่ทักว่าเปลี่ยนไป ก็พอเข้าใจ
แต่คุณคิดจริงๆหรือว่าเครื่องสำอางสามารถเปลี่ยนคนได้
ชั้นก็ยังเป็นคนๆเดิมและมีใจบางๆดวงเดิม
อะไรคือเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยน
สำคัญที่ใจไม่ใช่หรือ
วันอาทิตย์, ตุลาคม 29, 2549
จะทำไปทำไม๊
เมื่อวานไปดู Death Note ด้วยอาการแบบอยากดูแต่ก็กลัว เพื่อนใช้ตัวหนาๆของมันเป็นประกันว่าถ้าน่ากลัวกุให้ตื้บเลย ก็เลยเอาซะหน่อยอยากตื้บมัน
ดูจบแล้ว รู้สึกว่า
จะทำไปทำไม๊
สรุปแล้วไม่ประทับใจ แต่ก็ไม่เคยอ่านการ์ตูนที่เค้าว่าดีกันนักหนา แต่เท่าที่ดู ทั้งเนื้อเรื่อง คาแรกเตอร์ตัวละคร แบน แต่ ฉูดฉาด สมเป็นการ์ตูนญี่ปุ่น แต่ไม่สมควรจะเป็นหนังเอาซะเลย เหตุผลของการกระทำแต่ละอย่างไม่ให้ความรู้สึกว่าแสดงถึงเบื้องลึกในใจของตัวละครได้ โดยรวมแล้วไม่น่าประทับใจซักเท่าไหร่
อีกอย่างที่คิดว่า
จะทำไปทำม๊ายย
ไอ้ Death Note เนี่ยะ คิดไปแล้วน่าจะทำ Love Note น่าจะดีกว่า เขียนได้ว่าวันนี้ใครจะเจอใครปิ๊งใคร ให้ดอกไม้ใคร โลกสมบูรณ์แบบเพราะทุกคนมีความรักที่ดี ไม่มีใครผิดหวัง ไม่มีใครนึกอยากมาเป็นฆาตกรเพราะมัวแต่อินเลิฟ ดีม่ะ ถ้ามีจะขอซักเล่ม
ดูจบแล้ว รู้สึกว่า
จะทำไปทำไม๊
สรุปแล้วไม่ประทับใจ แต่ก็ไม่เคยอ่านการ์ตูนที่เค้าว่าดีกันนักหนา แต่เท่าที่ดู ทั้งเนื้อเรื่อง คาแรกเตอร์ตัวละคร แบน แต่ ฉูดฉาด สมเป็นการ์ตูนญี่ปุ่น แต่ไม่สมควรจะเป็นหนังเอาซะเลย เหตุผลของการกระทำแต่ละอย่างไม่ให้ความรู้สึกว่าแสดงถึงเบื้องลึกในใจของตัวละครได้ โดยรวมแล้วไม่น่าประทับใจซักเท่าไหร่
อีกอย่างที่คิดว่า
จะทำไปทำม๊ายย
ไอ้ Death Note เนี่ยะ คิดไปแล้วน่าจะทำ Love Note น่าจะดีกว่า เขียนได้ว่าวันนี้ใครจะเจอใครปิ๊งใคร ให้ดอกไม้ใคร โลกสมบูรณ์แบบเพราะทุกคนมีความรักที่ดี ไม่มีใครผิดหวัง ไม่มีใครนึกอยากมาเป็นฆาตกรเพราะมัวแต่อินเลิฟ ดีม่ะ ถ้ามีจะขอซักเล่ม
วันเสาร์, ตุลาคม 28, 2549
The way they are.
Can you control The sun not to show?
Can you control The wind not to blow?
Can you control The river not to flow?
Can you control your hair not to grow?
Can you control flower not to bloom?
Can you control seed not to sprout?
Can you control yourself not to born?
Can you control yourself not to die?
None of them we can.
That's why we need a peace of our mind.
Can you control The wind not to blow?
Can you control The river not to flow?
Can you control your hair not to grow?
Can you control flower not to bloom?
Can you control seed not to sprout?
Can you control yourself not to born?
Can you control yourself not to die?
None of them we can.
That's why we need a peace of our mind.
วันศุกร์, ตุลาคม 20, 2549
what a happy evening!
sister-brother-flower-picture-together
meeting-laughing-singing-healing-sharing
ps. thanks all of you guys for postcards
how sweet you all know i'm so glad when i got a postcard!
วันพฤหัสบดี, ตุลาคม 19, 2549
as good as it(we) gets
I'm luckier than kid labours who work 30 days a month and earn only 800 rupees.I'm luckier than homeless who never know how it's feel like to sleep tight in bed.
I'm luckier than hungers who have to take left in a garbage just to keep themselve alive.
But one thing i feel. they're happy just as they're sad.
everybody is lucky
thankful for what we have and what we don't.
.
1/2 second I fell
1 inch we closed
10 skies we watched
100 times we laughed
1000 words we talked
10000 stars we counted
100000 miles we journeyed
is this endless number running to thy endless heart?
1 inch we closed
10 skies we watched
100 times we laughed
1000 words we talked
10000 stars we counted
100000 miles we journeyed
is this endless number running to thy endless heart?
my question is not a question,
thy answer is.
วันจันทร์, ตุลาคม 09, 2549
SupEr NorMaL!!!
http://2021supernormal.wordpress.com/ตื่นเต้นแบบสุดๆไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพี่ jasper กะพี่ naoto เค้าจะเปิดบล็อคร่วมกัน เป็นsuperblock จริงๆ ทุกท่านโปรดจับตามองให้ดี ตื่นเต้นๆๆ
วันเสาร์, ตุลาคม 07, 2549
10 things i love about my broken finger
1. ตอนนี้ก็มีอะไรให้ห่วงใยดูแลเป็นพิเศษ (เพราะกลัวมันเน่า ยังไม่อยากนิ้วด้วน)
2. แล้วก็เอาไว้อ้อนให้เพื่อนๆมาโอ๋ได้ด้วย อิอิ
3. จริงๆก็โรคจิตหน่อยๆ แอบรู้สึกสนุก ตื่นเต้นดี ทั้งๆที่เจ็บไม่ใช่น้อย นิ้วไม่หลุดก็บุญเท่าไหร่ ได้ร้องไป หัวเราะไปราวคนบ้า
4. ไม่ต้องสระผมบ่อยๆ ก็มันสระไม่ได้นี่มีแค่มือเดียวเอง
5. ได้ฝึกskill มือซ้าย ล้างหน้ามือซ้าย แปรงฟันมือซ้าย พรุ่งนี้ว่าจะลองเขียนขอบตาด้วยมือซ้ายดู
6. ไม่ต้องตอบคำถามเบสิคๆเวลาเจอคนว่า "เป็นไงมั่ง" แต่ได้ตอบคำถามว่า "นิ้วเป็นไรแทน"
7. ได้มุขอำคนไปเรื่อย เช่น "กุต้องตัดนิ้วทิ้งหว่ะ 55 " คนเชื่อด้วยขำจัง
8. เป็นเจ็บที่ทำให้ได้เห็นค่าของสิ่งที่มีอยู่ แต่ไม่เคยให้ความสำคัญ มันทำอะไรๆลำบากไปเยอะเลยน่ะเวลาขาดซึ่งนิ้วก้อยเนี่ย
9. ได้ทดสอบความแข็งแรงของกระดูกตัวเอง ไม่น่าเชื่อว่าปิดประตูรถกระแทกแรงจนสนิททับนิ้วทั้งนิ้ว คนอย่างข้าพเจ้ายังไม่แตกหักง่ายๆ แต่เจ็บนี่ เรียกว่าเจ็บจนพูดไม่ออก
10. ได้รู้ว่าที่เจ็บอยู่เนี่ยะ ไกลหัวใจอีกเยอะ5555555
2. แล้วก็เอาไว้อ้อนให้เพื่อนๆมาโอ๋ได้ด้วย อิอิ
3. จริงๆก็โรคจิตหน่อยๆ แอบรู้สึกสนุก ตื่นเต้นดี ทั้งๆที่เจ็บไม่ใช่น้อย นิ้วไม่หลุดก็บุญเท่าไหร่ ได้ร้องไป หัวเราะไปราวคนบ้า
4. ไม่ต้องสระผมบ่อยๆ ก็มันสระไม่ได้นี่มีแค่มือเดียวเอง
5. ได้ฝึกskill มือซ้าย ล้างหน้ามือซ้าย แปรงฟันมือซ้าย พรุ่งนี้ว่าจะลองเขียนขอบตาด้วยมือซ้ายดู
6. ไม่ต้องตอบคำถามเบสิคๆเวลาเจอคนว่า "เป็นไงมั่ง" แต่ได้ตอบคำถามว่า "นิ้วเป็นไรแทน"
7. ได้มุขอำคนไปเรื่อย เช่น "กุต้องตัดนิ้วทิ้งหว่ะ 55 " คนเชื่อด้วยขำจัง
8. เป็นเจ็บที่ทำให้ได้เห็นค่าของสิ่งที่มีอยู่ แต่ไม่เคยให้ความสำคัญ มันทำอะไรๆลำบากไปเยอะเลยน่ะเวลาขาดซึ่งนิ้วก้อยเนี่ย
9. ได้ทดสอบความแข็งแรงของกระดูกตัวเอง ไม่น่าเชื่อว่าปิดประตูรถกระแทกแรงจนสนิททับนิ้วทั้งนิ้ว คนอย่างข้าพเจ้ายังไม่แตกหักง่ายๆ แต่เจ็บนี่ เรียกว่าเจ็บจนพูดไม่ออก
10. ได้รู้ว่าที่เจ็บอยู่เนี่ยะ ไกลหัวใจอีกเยอะ5555555
วันพฤหัสบดี, ตุลาคม 05, 2549
วันอังคาร, ตุลาคม 03, 2549
And we meet again.
time what a mysterious of time
It never tell us what when or why
Get ourselves ready for every laugh and cry.
วันพฤหัสบดี, กันยายน 28, 2549
I am not a writer.
I am not a writer.
I just love to write .
I have no story to tell.
I tell storyless.
with my stubborn hand.
with my foolish heart.
with my brittle pencil.
with my unwhite paper.
with my imperfect language.
It become a perfect fusion,
they are united by their own words,
my storyless
I insist to write.
I just love to write .
I have no story to tell.
I tell storyless.
with my stubborn hand.
with my foolish heart.
with my brittle pencil.
with my unwhite paper.
with my imperfect language.
It become a perfect fusion,
they are united by their own words,
my storyless
I insist to write.
วันเสาร์, กันยายน 23, 2549
a fool of myself
The hour empties out.
The book tires me, and I close it.
I look, without looking, out the window.
My thoughts spy on me.
I think I'm not thinking.
Someone, on the other side, opens a door.
Perhaps, behind that door,
there is no other side.
Footsteps in the hall.
Nobody's footsteps : it is only the air
finding its way.
We never know
if we're entering or leaving.
...
by Octavio Paz
วันเสาร์, กันยายน 16, 2549
cruising forever
cruising home so slowly without a step on a gas.
just to enjoy trees, electric lights, moon, fence, dog's shit, dark clouds and invisible air
and music can't missed !
start up with my most romantic Coltrane, My one and only love
continued jazzy ideal love song in Barry White version, Just the way you are
all time my sad love song, I wish you love
song of my past, Everytime when i'm alone
switch to Biological by air
Little space,the song that made me cry out loud
Mike Mills,played it again and again
I wish i could cruise like this forever.
just to enjoy trees, electric lights, moon, fence, dog's shit, dark clouds and invisible air
and music can't missed !
start up with my most romantic Coltrane, My one and only love
continued jazzy ideal love song in Barry White version, Just the way you are
all time my sad love song, I wish you love
song of my past, Everytime when i'm alone
switch to Biological by air
Little space,the song that made me cry out loud
Mike Mills,played it again and again
I wish i could cruise like this forever.
--------------------------------------------
yesterday someone asked me why she love that loser? it doesn't make sense to him
May i answer by my favourite song..
Thousands of hairs
Two eyes only
Its you Some skin
Billions of genes
Again its you
XX XY
That's why it's you and me
Your blood is red It's beautiful genetic love
Biological
I don't know why
I feel that way with you
Biological
I need your DNA
Your fingerprints
The flesh, her arm, your bones
I'd like to know
Why all these things move me
Let's fuse ourselves to be as one tonight
Apart of me would like to travel in your veins
Biological
I don't know why I feel that way with you
Biological
I need your DNA
---
Biological by Air
วันศุกร์, กันยายน 15, 2549
me and you and everyone we know
me and you and everyone (do we really know?).
.
'I'm not following you'
...I'm a liar but i've got a crush on you...
.
'here we go'
'here we go'
...together or departs?...it's your choice...
.
'fuck fuck fuck'
...cry and cry...what a sensitive mind...
.
'me and you'
...can it be us ?...
.
'killing time'
...that's all? life life...
great soundtrack!
let's celebrate! 'kavita & trichak engagement' part 2
วันเสาร์, กันยายน 09, 2549
.
Kiss goodbye those things I took for granted.
In the newly day together we rot.
And now I'm standing in silence.
While we're continually changing,
Unending's ending what was begining.
So why we can't stop searching for that infinity.
It's here.
Shall I drown in this endless ocean?
Do you think it's too deep for the light to reach?
Will I see without sight?
ps. หลังจากคิดๆอยู่เกือบอาทิตย์ ก็ได้ฤกษ์ตัดสินใจลงมือ ละ เลิก การซั่มเนื้อสัตว์ซะที มื้อนี้เป็นมื้อที่สองแล้ว ระหว่างที่มือตักไข่เจียวเข้าปาก แต่ตามองแต่ลาบกะคอหมูย่างตลอดเวลา จะรอดมั้ยเนี่ยะ เป็นกำลังใจให้ข้าพเจ้าด้วย
In the newly day together we rot.
And now I'm standing in silence.
While we're continually changing,
Unending's ending what was begining.
So why we can't stop searching for that infinity.
It's here.
Shall I drown in this endless ocean?
Do you think it's too deep for the light to reach?
Will I see without sight?
ps. หลังจากคิดๆอยู่เกือบอาทิตย์ ก็ได้ฤกษ์ตัดสินใจลงมือ ละ เลิก การซั่มเนื้อสัตว์ซะที มื้อนี้เป็นมื้อที่สองแล้ว ระหว่างที่มือตักไข่เจียวเข้าปาก แต่ตามองแต่ลาบกะคอหมูย่างตลอดเวลา จะรอดมั้ยเนี่ยะ เป็นกำลังใจให้ข้าพเจ้าด้วย
กลอนเก่าเก็บ
Maybe it's the silence of the night
that makes me feel not quite alright.
But it isn't too bad cause you're here, my knight.
And silence turns out be something so right.
......
some day in 2003
ps. today i'm so confused...tired...a little bit of past attacked... shed a tear for present...have no clue about future.. sick of my own stupidity...feel not so good about my narrow mind...circle confusion...brick wall...writting letter which i'll never sent.
but sunset 's beautiful,
always
a tale
once upon a time,
there was a fish. let's call him just a fish because no one will notice him. physically, he is small ordinary fish. but something inside his brain is unearthly. he never stop wondering about the land, while for every other fishes the land is just a boundary. it must be something beyond what he knows about the land
one day he decided to leave his flock, heading to one small island in the south. it's quite a distance and also dangerous for a small fish.
days
nights
weeks
he tired, feeling lonely
but excited still
so he keeps on going against hundreds of waves.
the water begin to shallow
his fins couldn't move naturally
because it's already touch the sand beneath his fin
at that time he realised " how can i get on a shore? silly me"
how was the end of this tale ?
i got you choices
1 a fish swimming around for while and finally he turn back to where he came to his flock his sea his home he live the rest of his life happily as a fish could but he can't get his question about the land out of his head till his dying day.
2 a fish try and try to swim up to the island.days passed, his thin fins 'd been damaged and lose its' shape. he died in the sea at least he try his best! and he's known as the ancestor of "Andrias davidianus" or called "pla teen" a fish that can walk on the shore (don't take it too seriously i'm just a wanna be tale maker not charles darwin55)
3 a fish met sea witch who offer him a wish to live on the land but he can not turn back to the sea for good. he accept it and became a very first human on this planet. but after that he saw a bird flying in the air and curious how it feels like being up there. never enough for him. so he invented his own flying equipment immitated from bird's wings. in the end he dying of falling from a cliff.
4 you can make your own ending if you don't like one of mine 55
tell me your answer i'd like to know what's you guys thinking.
for me i like all...(because i wrote it my self 55)
i think one should do what one wants to do though it's not good in others' opinion
who care?
cheers,
there was a fish. let's call him just a fish because no one will notice him. physically, he is small ordinary fish. but something inside his brain is unearthly. he never stop wondering about the land, while for every other fishes the land is just a boundary. it must be something beyond what he knows about the land
one day he decided to leave his flock, heading to one small island in the south. it's quite a distance and also dangerous for a small fish.
days
nights
weeks
he tired, feeling lonely
but excited still
so he keeps on going against hundreds of waves.
the water begin to shallow
his fins couldn't move naturally
because it's already touch the sand beneath his fin
at that time he realised " how can i get on a shore? silly me"
how was the end of this tale ?
i got you choices
1 a fish swimming around for while and finally he turn back to where he came to his flock his sea his home he live the rest of his life happily as a fish could but he can't get his question about the land out of his head till his dying day.
2 a fish try and try to swim up to the island.days passed, his thin fins 'd been damaged and lose its' shape. he died in the sea at least he try his best! and he's known as the ancestor of "Andrias davidianus" or called "pla teen" a fish that can walk on the shore (don't take it too seriously i'm just a wanna be tale maker not charles darwin55)
3 a fish met sea witch who offer him a wish to live on the land but he can not turn back to the sea for good. he accept it and became a very first human on this planet. but after that he saw a bird flying in the air and curious how it feels like being up there. never enough for him. so he invented his own flying equipment immitated from bird's wings. in the end he dying of falling from a cliff.
4 you can make your own ending if you don't like one of mine 55
tell me your answer i'd like to know what's you guys thinking.
for me i like all...(because i wrote it my self 55)
i think one should do what one wants to do though it's not good in others' opinion
who care?
cheers,
วันเสาร์, กันยายน 02, 2549
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)































