ดันมีคนหาว่า แกเขียนไรไม่มีที่มาที่ไปเอาซะเลย
ก็ได้ๆ จะตั้งใจเล่าอย่างจริงจังเลยทีเดียว
โดน อ.ม่อน แท็คมา ก็เลยทำตามแต่โดยดีด้วยคน
blog tag การแท็คคืออะไร..?
คนที่โดนแท็ค จะต้องเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเอง 5 ข้อ
ที่เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยซึ่งคนทั่วไปอาจจะไม่รู้
และแท็คต่อไปอีก 5 คน แล้วนำไปขึ้น blog
1 เป็นคนมีชื่อเล่นเยอะมากๆๆๆ อาจจะเป็นเพราะนิสัยน่ารัก มีแต่เพื่อนชอบ อยากเล่นกะเราเยอะแยะไปหมด ฮิฮิ ชื่อเล่นแต่ละอันก็มีที่มาของแต่ละยุค เด็กดักแด้ ได้มาตอนช่วงที่มีเด็กทารกเกิดมาไม่สมประกอบเหมือนหนอนผีเสื้อตาโปน เกโระ คืออะไรที่ตาโปนๆเพื่อนจะเอามาเรียกหมด เมล่อนหรือหัวแตงโม บางคนก็หาว่าเราหัวโตบ้างล่ะ และยังมีอีกหลากหลาย ได้แก่ เคลิ้ม โอลีฟ เสื่อม สายรุ้งหรืออีรุ้ง จักระดึ๊บ จักรพงศ์ จักฤษ จักรยาน จักรเฮี้ยว ชื่อที่ชอบที่สุดคือ ปลาทอง ได้มาตอนป.5 ที่มีการ์ตูนเรื่องปริศนาปลาทองฉายทางทีวี แต่ว่าไม่ชอบที่ปลาทองต้องอยู่ในโหลแก้วเลย ขอเป็น goldfish live in the sea ชื่อนี้ก็ลอกเลียนมาจากวรรณกรรมเล่มหนึ่งที่ชื่อ blowfish live in the sea ที่เคยอ่านสมัยเด็ก แต่ที่จริงน้อยคนล่ะมั้งที่จะรู้ชื่อเล่นที่แท้จริงอันไม่มีใครเรียก ฮือๆ
2 ตอน อายุ 16 คิดว่าโตขึ้นต้องเป็นคนบ้าสติไม่ดีแน่ๆ แบบมั่นใจมากๆ อันนี้เริ่มคิดมาตั้งแต่ 15 พอ 16ก็แน่ใจมากขึ้น อยู่มาวันนึงเพื่อนๆยกขโยงกันไปดูหมอดูว่าจะสอบเอนท์ติดมั้ย ก็ไปกะเค้าด้วย มีอยู่ตอนนึงที่หมอดูๆมือ เงียบไปซักพัก แล้วเงยขึ้นมาพูดว่า ไม่ต้องกลัวบ้าน่ะหนู ไม่บ้าหรอก .... โดยไม่ได้บอกความคิดในใจกะเค้า งงว่า รู้ได้ไงอ่ะ แสดงว่าในเส้นลายมือต้องบอกว่า ไม่ใช่ก็ใกล้เคียงคนบ้าแน่ๆ กึ๋ย
3 แต่ก่อนไม่ค่อยชอบเวลาคนพูดว่า แกเปลี่ยนไปน่ะ แต่ตอนนี้ถ้าได้ฟังคำแบบนั้นอีกจะยิ้มๆอารมณ์ดี ต่อๆไปก็คงเปลี่ยนไปเรื่อยๆมั้ง
4 คิดว่าเคยเกิดเป็นจิ้งจกมาก่อน อันนี้ก็ยังยืนยัน
5 ตอนนี้ใจอยู่บนภูเขาสูงที่อินเดีย กะดอกไม้เล็กๆตามข้างทาง อันนี้เพื่อนๆน้องๆหลายคนคงรู้แล้ว บ้างก็หาว่าเพ้อเจ้อที่ ยังไม่ทันจะเตรียมใบสมัครเสร็จเลย ก็มานั่งคิดแล้วว่าจะเอาอะไรใส่กระเป๋าไปมั่งดี แล้วหนังสือตั้งเยอะอยากเอาไป น้ำหนักจะเกินหรือเปล่า จะเรียนโยคะที่ไหนดี หรือจะเอาของกินอะไรไปตุนบ้าง จะขยับหัวแบบแขกๆเป็นมั้ยน่ะ 5555
เหนื่อยล่ะ
จะแท็คใครดีหน๊อ
ขอเป็น 1 ทราย 2 อุ๊บ 3 จอย 4 นัดทิกา 5 คุณวิจักขณ์ แล้วกันน่ะ
นี่มันหมดในลิงค์แล้วเลยไม่สามารถแท็คใครได้อีกแล้วฮ่ะ
วันเสาร์, มกราคม 13, 2550
วันพฤหัสบดี, มกราคม 11, 2550
Heaven is here and Hell is now
Though we said we're in despair and lonely,
once we laugh and smile at any very little (no)thing.
A second of a second we smile and forget about our bitterness,
we tread in heaven.
How silly we never realized.
There's weird fact about heaven and hell.
We normally think it is above and under us.
Forget about the distance, we count it infinite.
But the truth is heaven is here and hell is now,
and it take us only one breath from heaven to hell or hell to heaven.
choices are our.
do you believe?
now i'm happy taking rides heaven and hell several time a day
:)
once we laugh and smile at any very little (no)thing.
A second of a second we smile and forget about our bitterness,
we tread in heaven.
How silly we never realized.
There's weird fact about heaven and hell.
We normally think it is above and under us.
Forget about the distance, we count it infinite.
But the truth is heaven is here and hell is now,
and it take us only one breath from heaven to hell or hell to heaven.
choices are our.
do you believe?
now i'm happy taking rides heaven and hell several time a day
:)
วันพุธ, มกราคม 10, 2550
โรงเรียนใหม่ในฝัน
ตื่นเต้นจนไม่อยู่กะปัจจุบัน ไม่น่าเชื่อว่าแม่จะไฟเขียวให้ไปเรียนได้ เย้เย้เตรียมวางแผนท่องแดนภารตะให้ปรุ ทั้งที่ๆยังไม่รู้ว่าเค้าจะรับเข้าเรียนรึเปล่าเลย ฮ่าฮ่า
ปล.ไอ้นิว แกเข้าลิงค์อันนี้เลยมีรูปโรงเรียนเยอะว่าในเว็บหลักพอควร แต่ชั้นจำอีเมลล์แกไม่ได้ ลิงค์เอาจากบล็อคเราแล้วกันน่ะ
http://www.artoflearning.com/art/santi.html
วันจันทร์, มกราคม 08, 2550
วันอาทิตย์, มกราคม 07, 2550
การรัก
ท่านรพินทรนาถ ฐากูรเคยกล่าวไว้ทำนองว่า "ขอให้ความรักของฉันที่มีต่อเธอนั้น ไม่แปรเปลี่ยนไปเป็นภาระของเธอ เพราะแท้ที่จริงแล้วฉันเป็นฝ่ายเลือกที่จะรักเธอเอง"
คัดย่อมาจาก บทหนึ่งของ งาม อย่าง เซน โดย ภิกษุณีชุนโด อาโอยาม่า สำนักพิมพ์เสมขิกขาลัย
ปล. รู้สึกว่าช่างโชคดีเสมอๆ อีกครั้งที่ตัวเองหยิบหนึ่งสือถูกเล่มถูกเวลาให้กับตัวเองได้อย่างน่าประหลาดใจ ทำให้วันนี้เป็นอีกวันพิเศษเลยทีเดียว :)
คัดย่อมาจาก บทหนึ่งของ งาม อย่าง เซน โดย ภิกษุณีชุนโด อาโอยาม่า สำนักพิมพ์เสมขิกขาลัย
ปล. รู้สึกว่าช่างโชคดีเสมอๆ อีกครั้งที่ตัวเองหยิบหนึ่งสือถูกเล่มถูกเวลาให้กับตัวเองได้อย่างน่าประหลาดใจ ทำให้วันนี้เป็นอีกวันพิเศษเลยทีเดียว :)
วันศุกร์, มกราคม 05, 2550
Make me the gardener of your flower garden.

The Gardener
Rabindranah Tagore
1
SERVANT : Have mercy upon your servant, my queen!.
QUEEN : The assembly is over and my servants are all gone. Why do you come at this late hour?
SERVANT : When you have finished with others, that is my time.I come to ask what remains for your last servant to do.
QUEEN : What can you expect when it is too late?
SERVANT : Make me the gardener of your flower garden.
QUEEN : What folly is this?
SERVANT : I will give up my other work.I will throw my swords and lances down in the dust. Do not send me to distant courts; do not bid me undertake new conquests. But make me the gardener of your flower garden.
QUEEN : What will your duties be?
SERVANT : The service of your idle days.I will keep fresh the grassy path where you walk in the morning, where your feet will be greeted with praise at every step by the flowers eager for death.I will swing you in a swing among the branches of the _saptaparna_, where the early evening moon will struggle to kiss your skirt through the leaves.I will replenish with scented oil the lamp that burns by your bedside, and decorate your footstool with sandal and saffron paste in wondrous designs.
QUEEN : What will you have for your reward?
SERVANT : To be allowed to hold your little fists like tender lotus-buds and slip flower chains over your wrists; to tinge the soles of your feet with the red juice of _ashoka_ petals and kiss away the speck of dust that may chance to linger there.
QUEEN : Your prayers are granted, my servant, you will be the gardener of my flower garden.
...
ส่วนข้าพเจ้านั้นจะขอเป็นคนสวนผู้ปลูกดอกหญ้า
Begining Anew 02

1 มกราคม 2550
และแล้วก็ได้มาอีกครั้ง
เสียงเชิญระฆัง เรียกให้ใจที่สั่นๆและสับสนดวงนี้กลับมาบ้านได้จริงๆ
น้ำตาอุ่นๆ
ตามมาด้วยรอยยิ้ม
การได้เปิดใจพูดกัน
ขอบคุณและขอโทษ
ขอบคุณรอยยิ้มและความขำๆของเพื่อนทุกคน ที่ช่วยกู้เรือที่กำลังจะล่มลำนี้ได้
แม้ว่าจะไม่มีใครรู้ตัวเลยก็ตาม
ขอบคุณ
ปล.อัพเดท คุโรมาตี้บลอคให้แล้วด้วยน่ะ
เพราะความขำเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งต่อการดำรงชีพ
อ้อ ลืมไปอีกอย่าง ฝากโปรโมทเว็บไซต์ใหม่ล่าสุดของชาวจิตอาสาด้วยน่ะครับ
www.volunteerspirit.org
และแล้วก็ได้มาอีกครั้ง
เสียงเชิญระฆัง เรียกให้ใจที่สั่นๆและสับสนดวงนี้กลับมาบ้านได้จริงๆ
น้ำตาอุ่นๆ
ตามมาด้วยรอยยิ้ม
การได้เปิดใจพูดกัน
ขอบคุณและขอโทษ
ขอบคุณรอยยิ้มและความขำๆของเพื่อนทุกคน ที่ช่วยกู้เรือที่กำลังจะล่มลำนี้ได้
แม้ว่าจะไม่มีใครรู้ตัวเลยก็ตาม
ขอบคุณ
ปล.อัพเดท คุโรมาตี้บลอคให้แล้วด้วยน่ะ
เพราะความขำเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งต่อการดำรงชีพ
อ้อ ลืมไปอีกอย่าง ฝากโปรโมทเว็บไซต์ใหม่ล่าสุดของชาวจิตอาสาด้วยน่ะครับ
www.volunteerspirit.org
วันจันทร์, ธันวาคม 25, 2549
คำไม่คม
"ผมไม่ซื้อเสื้อผ้าใส่มา 15 ปีแล้ว ผมยังมีใส่อยู่เลย"
3 ธันวาคม 2549
พี่โจน จันได
ฟังแล้วมานั่งนึกๆ เออ สงสัยจะจริง ถ้าไม่ซื้อเสื้อผ้าไปอีก 15 ปีเชื่อแน่ว่าคงยังมีพอใส่แน่ๆ ว่าม่ะ :)
You Are Me
You are me and I am you.
It is obvious that we are inter-are.
You cultivate the flower in yourself
so that I will be beautiful.
I transform the garbage in myself
so that you do not have to suffer.
I support you you support me.
I am here to bring you peace
you are here to bring me joy.
You are me and I am you.
It is obvious that we are inter-are.
You cultivate the flower in yourself
so that I will be beautiful.
I transform the garbage in myself
so that you do not have to suffer.
I support you you support me.
I am here to bring you peace
you are here to bring me joy.
Thich Naht Hahn
Lesson today :To really see is To get rid of the thought of being individual. Quietly and slowly I started to see after all those time I only take a look . My dear friend please let my eyes truely opened.

MeRry cHrisTMas EverY bOdy :)
วันศุกร์, ธันวาคม 22, 2549
เรียนพิเศษ
สายๆของทุกวันอาทิตย์ เป็นวันที่โรงเรียนพิเศษแห่งนี้เปิดทำการ
จะเรียกว่าโรงเรียนเรียนพิเศษก็คงไม่ผิด เพราะโรงเรียนนี้ช่างพิเศษซะจริงๆ
ความพิเศษไม่ธรรมดานั้นเริ่มตั้งแต่ ห้องเรียนริมน้ำ ไม่มีกำแพงไม่มีกระดานดำ
นักเรียนก็มีตั้งแต่ ป.1ไปจนถึง ม.1คุณครูก็มีตั้งแต่อายุ 17 ไปจนถึง 71 ขวบ
วิชาที่เรียนก็มีไปตั้งแต่ เลข อังกฤษ ไทย ศิลปศึกษา
แต่ครูใหญ่ของโรงเรียนย้ำเสมอว่า วิชาหลัก ก็คือวิชาศีลธรรมและจริยธรรม
เด็กๆที่มาเรียนส่วนใหญ่คือเด็กที่อาศัยอยู่ในละแวกชุมชนคลองหลอด
เด็กบ้างคนผู้ปกครองก็ขายอาหารเป็นรถเข็นอยู่ละแวกนั้น
เด็กบ้างคนผู้ปกครองก็ขายอาหารเป็นรถเข็นอยู่ละแวกนั้น
พ่อแม่เด็กๆส่วนใหญ่ส่งเด็กมาเรียน บ้างก็ช่วยดูแลรถของครูอาสาที่มาจอดให้ด้วย
โต๊ะและเก้าอี้ที่เรียนกัน พ่อของเด็กคนหนึ่งซึ่งขายก๋วยเตี๋ยวริมฟุตบาธ
ก็อนุญาตให้เรายืมใช้สถานที่กันได้ ด้วยเห็นความตั้งใจดีและประโยชน์ที่เด็กๆได้รับ
โดยทางกลุ่มซ.โซ่ ไม่เคยเรียกเก็บสตางค์ค่าใช้จ่ายใดๆ
ครูปู่ซึงเป็นแกนนำกลุ่มซ.โซ่เล่าว่าแกเป็นครูมาก่อนสอนหนังสือมาตลอด
เมื่อเกษียณจากราชการจึงยังคงสอนเด็กๆในละแวกบ้านซึ่งเป็นเด็กหลากหลาย
รูปแบบ เด็กๆส่วนใหญ่ยากจนและบางรายก็ขาดการดูแลที่ดีจากผู้ปกครอง
ส่วนด้ายเงินทุนทางกลุ่มก็ออกสตางค์กันเอง โดยไม่ได้มีการขอทุนจากองค์กรใดมาสนับสนุน
...
ด้วยความสงสัยใคร่รู้ว่าโรงเรียนของครูปู่นั้นเป็นอย่างไรกันแน่
สายๆของวันอาทิตย์วันหนึ่ง จึงได้แวะไปเป็นครูสมัครเล่นซักหน่อย
ถึงจะได้มีโอกาสไปเพียงไม่กี่ครั้ง แต่ทุกๆครั้งที่ไปโรงเรียน
แม้จะอาสามาเป็นคุณครู แต่ในขณะเดียวกันก็ได้เรียนรู้อะไรมากมายจาก
ห้องเรียนนี้ เราได้เรียนรู้ว่า จริงๆแล้วที่นี่ไม่มีครูและนักเรียน
แต่เราทุกคนมาเรียนรู้บางอย่างจากกันและกัน เราต่างก็เป็นนักเรียน
...
ในความคิดเห็นข้าพเจ้าคิดว่าเด็กกทม.อาจแบ่งอย่างหยาบๆออกได้เป็น 2 พวก
คือ เด็กขาด และ เด็กเกิน
เด็กที่ขาดก็มีหลากหลายรูปแบบและระดับของการขาด ขาดทรัพย์
ขาดการเอาใจใส่ ขาดความเข้าใจ ขาดผู้ดูแล ขาดความอบอุ่น ขาดความรัก
เด็กที่เกิน ก็เช่น กินมากเกิน สบายมากเกิน เล่นมากเกิน ถูกตามใจมากเกิน
ซึ่งตัวข้าพเจ้าจัดอยู่ในประเภทหลัง ข้อเสียของเด็กเกิน ก็คือ
การได้อะไรมาง่ายๆเสมอ ดังนั้นจึงไม่ค่อยเห็นคุณค่าของสิ่งที่ได้มาอย่างง่ายๆ
และไม่รู้จักความพอดี หากพวกเค้าถูกดูแลอย่างไข่ในหิน
และไม่เคยพบเจออีกด้านของสังคมที่ถูกพ่อแม่ป้องกันเอาไว้
เด็กๆเหล่านี้จะไม่เคยรู้ว่าตัวเองโชคดีแค่ไหนกับสิ่งที่ได้รับ
และไม่ตระหนักถึงพลังในตนเองที่สามารถแบ่งปันให้กับเพื่อนที่ขาดได้
ส่วนเด็กที่ขาด ซึ่งข้าพเจ้าก็เพิ่งจะเคยได้มีโอกาสเริ่มเข้าใจมากขึ้นก็วันนี้เอง
ในแต่ละครั้งที่ไปร่วมกิจกรรมก็ทำให้ได้รู้จักกับเด็กที่ขาดในหลายระดับ
เด็กที่ขาดทรัพย์แต่ก็ยังมีความอบอุ่น เด็กที่ขาดการดูและอย่างสมควร
แม้จะมีอายุเพียง4ขวบ แต่การพูดจาก้าวร้าว ด่าทอต่อยตีกันแรงๆ
สะท้อนให้เห็นถึงวิธีการเลี้ยงดูของผู้ปกครอง และตัวอย่างที่ทำให้เด็กทำตาม
ไปจนถึงเด็กที่ขาดซึ่งทุกๆอย่าง อย่างเช่น
เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่เคยเป็นลูกศิษย์ครูปู่มาตั้งแต่เล็กๆ
แต่ตอนนี้เติบโตเป็นเด็กหนุ่มอายุ 18 แล้ว
ตอนที่เด็กหนุ่มคนนี้เดินเข้ามาและยกมือไหว้ครูปู่ มือข้างหนึ่งถือถุงพลาสติก
ใส่กางเกงยีนส์ตัวเดียว ทำให้เห็นถนัดว่า ตามตัวนั้นนอกเหนือไปจากรอยสัก
รูปต่างๆแล้ว เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจำนวนมาก
ซึ่งมีระยะเว้นและขนาดเท่าๆกัน ทำให้พอรู้ได้เลยว่าน่าจะเกิดจากการทำร้ายตัวเอง
เด็กหนุ่มพูดด้วยสีหน้าที่ไม่บ่งบอกอารมณ์ใด
ว่าเพิ่งกลับจากไปเยี่ยมเพื่อนซึ่งตีกันจนนอนอยู่ที่โรงพยาบาล
แรกเลยนั้นบอกตามตรงว่าก็รู้สึกว่าหากเจอคนเช่นนี้ตามถนน
ก็คงไม่อยากจะเข้าไปใกล้ หรือรู้สึกหวาดกลัว
เด็กหนุ่มจากไปหลังจากอยู่ให้ครูปู่ทักทายถามเกี่ยวกับเรื่องการงานและอบรมนิดหน่อย
...
ครูปู่เล่าให้ฟังว่า เด็กคนนี้มีกัน 4 คนพี่น้อง แต่ละคนมีพ่อไม่ซ้ำกันเลยเพราะ
แม่เปลี่ยนผัวไปเรื่อยๆ และไม่ดูแลลูกเลย ตอนนี้แม่ไม่รู้หายไปอยู่ที่ไหนแล้ว
ลูกๆก็ไปกันคนละทิศละทาง ติดยาบ้าง ฟันแทงกันบ้าง
ครูปู่บอกว่าเด็กพวกนี้มันไม่กลัวตำรวจหรอก มันดูรู้หมดว่าใครเป็นตำรวจ
แต่มันกลัวครูปู่ เราก็พยายามสอนได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้
แค่สอนอาทิตย์ละหนึ่งวันมันน้อยเกินไป เค้าต้องอยู่กับครอบครัวอีก6วันที่เหลือ
ครูปู่ก็บอกว่ายังไงๆซะถ้าไม่มีตังค์กินข้าวก็ให้มาบอกครูปู่
...
ถึงกับอึ้งไปในเรื่องราวที่เพิ่งฟังจบ
...
หนังสือพิมพ์บ้านเรามักชอบลงข่าวการตีกันแทงกัน ทำร้ายร่างกาย ฆ่ากันตาย
ผู้คนส่วนมากก็อ่านแล้ว ก็พูดกันเพียงว่า ต๊ายทำไมพวกนี้มันเลวอย่างนี้เลวอย่างนั้น
แล้วได้อะไรนอกจากความสะใจในการอ่านบ้างหรือไม่
แล้วมีใครซักกี่คนเคยได้เข้าใจถึงเหตุปัจจัยที่แท้ของเรื่องราวทั้งหมด
หากเราลองนึกภาพว่าเราเติบโตมาในสภาพอย่างเด็กคนนั้น
เค้าไม่เคยได้รับความรักจากพ่อแม่ ไม่มีการดูแลเอาใจใส่ ไม่เคยได้ความอบอุ่น
ไม่เคยพบความสว่าง หากต้องเติบโตมาในความมืดมิดอย่างนั้น
เค้าจะรู้จักความสว่างได้อย่างไร สิ่งที่เค้าทำลงไป เรียกได้ว่าเป็นความเลวอย่างบริสุทธิ์
และถึงแม้คนที่เลวที่สุดเค้าก็ยังต้องการความรักคาวเข้าใจไม่ต่างไปจากคนทั่วไป
...
โรงเรียนแห่งนี้สอนให้เราได้เข้าใจเด็กๆที่ขาดเหล่านี้มากขึ้น
ซึ่งทำให้ยิ่งเห็นถึงความสำคัญของการช่วยกันเติมเต็มความรักความเข้าใจ
ให้พวกเค้าเท่าที่พวกเราสามารถจะทำได้ด้วยความเต็มใจอย่างยิ่ง
และยังทำให้เราสำนึกในความโชคดีของตัวเอง
เมื่อเรามีมากเกินแล้วเหตุใดเราจึงจะไม่แบ่งปันให้กับคนที่ขาดเล่า
...
โรงเรียนของกลุ่มซ.โซ่ ซึ่งมีครูปู่และครูจิ๊บเป็นแกนนำ ร่วมกับน้องๆกลุ่มเพราะรัก
มีกิจกรรมปรกติก็คือ ทุกๆเช้าวันอาทิตย์ 9.00น.-11.00น.
จะทำการสอนที่บริเวณริมคลองหลอดหลังโรงแรมรัตนโกสินทร์
ย่านอนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย และช่วงบ่ายจะย้ายไปทำการสอนให้กับเด็กๆ
ที่บ้านภูมิเวท ซึ่งเป็นสถานแรกรับเด็กเร่ร่อนชาย
ต้นปีหน้า มีโครงการที่จะขยายการสอนในวันเสาร์ด้วยซึ่งจะไปสอนโรงเรียนเด็กตาบอด ทางกลุ่มเปิดรับอาสาสมัครที่สนใจสามารถเข้ามาร่วมกิจกรรมกับทางกลุ่มได้เสมอ
...
การจุดไฟแม้จะเป็นไฟดวงน้อยๆแสงริบหรี่เพียงใดก็ตาม มีค่ายิ่งใหญ่เสมอสำหรับสถานที่อันมืดมิด
วันอังคาร, ธันวาคม 19, 2549
a poem of my day
วันอาทิตย์, ธันวาคม 17, 2549
.

ก็เพียงม่านบังตา
"เรื่องเล่าหนึ่งในอิสลาม กล่าวถึงชายผู้หนึ่ง ซึ่งถามเพื่อน ๓ คน ว่าหากเขาตาย เพื่อนจะช่วยอะไรเขาได้บ้าง คนแรกตอบว่าจะเตรียมโลงและผ้าห่อศพให้ คนที่สองตอบว่าจะช่วยแบกโลงไปที่หลุมฝังศพ ส่วนคนที่สามตอบว่าจะลงไปอยู่เป็นเพื่อนในหลุมฝังศพและช่วยตอบคำถามต่อเทวทูต เพื่อนทั้งสามคนเป็นดังอุปมาของสิ่งที่ติดตามตัวเราไปได้เมื่อตายแล้ว เพื่อนคนแรกคือทรัพย์สินเกียรติยศ เพื่อนคนที่สองคือครอบครัวญาติพี่น้อง ส่วนเพื่อนคนสุดท้ายก็คือ อาม้าล หรือกรรมดีกรรมชั่วนั่นเอง ความตายในอิสลามก็มิใช่ความตายเชิงปัจเจก หากยังมีความอยุติธรรมในสังคม มีความบีบคั้นเบียดเบียน ชาวมุสลิมย่อมไม่อาจดูดายได้เช่นกัน ดังถ้อยคำในพระคัมภีร์ที่ว่า “จะเข้านอนได้อย่างไร หากเพื่อนบ้านยังหิวอยู่” "
อ่านบทความทั้งหมดที่ http://jitwiwat.blogspot.com/2006/09/blog-post_24.html
เมื่อก่อนเราเป็นคนที่ไม่เคยได้มีความรู้เรื่องหลักคำสอนของชาวมุสลิมเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาที่ได้มีโอกาสลงไปสงขลาและพบกับน้องๆกลุ่มเยาวชนใจอาสาซึ่งทำงานลงพื้นที่ลงไปให้ความช่วยเหลือทางจิตใจกับชาวบ้านที่ได้รับความบาดเจ็บ หรือแม้กระทั่งคนในครอบครัวเสียชีวิต โดยไม่ได้ทำอะไรผิดอย่างที่โดนกล่าวหา นับเป็นครั้งแรกที่ได้มีเพื่อนๆเป็นชาวมุสลิม และได้เห็นว่าเราก็เหมือนกันนั่นเอง หลังจากนั้นจึงได้เริ่มมีโอกาสอ่านบทความหรือคำสอนในอัลกุรอานบ้างถึงจะไม่มากนัก แต่ก็ทำให้รู้สึกว่าชาวมุสลิมมีหลักคำสอนที่น่ายกย่องเป็นอย่างมากและเป็นหลักคำสอนเพื่อความสงบสุขของสังคมไม่ต่างไปจากคำสอนของพุทธศาสนา
"เรื่องเล่าหนึ่งในอิสลาม กล่าวถึงชายผู้หนึ่ง ซึ่งถามเพื่อน ๓ คน ว่าหากเขาตาย เพื่อนจะช่วยอะไรเขาได้บ้าง คนแรกตอบว่าจะเตรียมโลงและผ้าห่อศพให้ คนที่สองตอบว่าจะช่วยแบกโลงไปที่หลุมฝังศพ ส่วนคนที่สามตอบว่าจะลงไปอยู่เป็นเพื่อนในหลุมฝังศพและช่วยตอบคำถามต่อเทวทูต เพื่อนทั้งสามคนเป็นดังอุปมาของสิ่งที่ติดตามตัวเราไปได้เมื่อตายแล้ว เพื่อนคนแรกคือทรัพย์สินเกียรติยศ เพื่อนคนที่สองคือครอบครัวญาติพี่น้อง ส่วนเพื่อนคนสุดท้ายก็คือ อาม้าล หรือกรรมดีกรรมชั่วนั่นเอง ความตายในอิสลามก็มิใช่ความตายเชิงปัจเจก หากยังมีความอยุติธรรมในสังคม มีความบีบคั้นเบียดเบียน ชาวมุสลิมย่อมไม่อาจดูดายได้เช่นกัน ดังถ้อยคำในพระคัมภีร์ที่ว่า “จะเข้านอนได้อย่างไร หากเพื่อนบ้านยังหิวอยู่” "
อ่านบทความทั้งหมดที่ http://jitwiwat.blogspot.com/2006/09/blog-post_24.html
เมื่อก่อนเราเป็นคนที่ไม่เคยได้มีความรู้เรื่องหลักคำสอนของชาวมุสลิมเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาที่ได้มีโอกาสลงไปสงขลาและพบกับน้องๆกลุ่มเยาวชนใจอาสาซึ่งทำงานลงพื้นที่ลงไปให้ความช่วยเหลือทางจิตใจกับชาวบ้านที่ได้รับความบาดเจ็บ หรือแม้กระทั่งคนในครอบครัวเสียชีวิต โดยไม่ได้ทำอะไรผิดอย่างที่โดนกล่าวหา นับเป็นครั้งแรกที่ได้มีเพื่อนๆเป็นชาวมุสลิม และได้เห็นว่าเราก็เหมือนกันนั่นเอง หลังจากนั้นจึงได้เริ่มมีโอกาสอ่านบทความหรือคำสอนในอัลกุรอานบ้างถึงจะไม่มากนัก แต่ก็ทำให้รู้สึกว่าชาวมุสลิมมีหลักคำสอนที่น่ายกย่องเป็นอย่างมากและเป็นหลักคำสอนเพื่อความสงบสุขของสังคมไม่ต่างไปจากคำสอนของพุทธศาสนา
ในความเห็นส่วนตัวแล้วอยากให้ทุกคนไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด หรือแม้แต่คนที่ไม่ระบุตัวเองว่านับถือศาสนาใดอย่างเช่นตัวเราก็ตามเปิดใจเพื่อที่จะศึกษาวิถีความคิดของคนในศาสนาอื่นๆบ้าง น่าจะทำให้เรามีอัตตาเล็กลงรวมถึงเข้าใจกันและกันมากขึ้น ซึ่งความเข้าใจซึ่งกันและกันนั้นน่าจะเป็นบ่อเกิดแห่งสันติภาพอย่างแท้จริง
หากใครอยากติดตามข่าวสารความเป็นไปของภาคใต้ขอแนะนำ เว็บไซด์ศูนย์ข่าวอิศรา อีกที่ที่อาจจะได้รับรู้เรือ่งราวอย่างที่เป็นไป
http://www.tjanews.org/cms/
ปล.น้องๆชาวเยาวชนใจอาสาสู้ต่อไปน่ะจ๊ะ คงจะได้เจอกันอีกแน่เร็วๆนี้
วันพฤหัสบดี, ธันวาคม 14, 2549
ได้รับแล้วน่ะ
ทุ่งแสลงหลวง
by nattapong
10-12-2006
ซึ้งใจมากๆ กับโปสการ์ดภาพสีน้ำที่เพื่อนตั้งใจวาดเองส่งมาให้
ทั้งที่ไม่เคยเอ่ยขอ แต่เพื่อนยังอุตส่าห์ใส่ใจกับสิ่งที่เราชอบ
ทั้งที่ไม่เคยเอ่ยขอ แต่เพื่อนยังอุตส่าห์ใส่ใจกับสิ่งที่เราชอบ
แล้วก็ตั้งใจจริงๆ ภาพนี้สวยและมีชีวิตมากจริงๆ
ยังรู้อีกว่าเพื่อนเคยพยายามส่งมาหลายทีแต่ส่งมาไม่ถึง
น้ำใจและความรู้สึกดีๆอันนี้จะไม่ลืมเลือนเลย
ขอบคุณกับความรักความห่วงใยและหวังดีที่มีให้เสมอ
ขอโทษถ้าเคยได้ทำให้เพื่อนเสียใจอะไรไป
น้ำใจและความรู้สึกดีๆอันนี้จะไม่ลืมเลือนเลย
ขอบคุณกับความรักความห่วงใยและหวังดีที่มีให้เสมอ
ขอโทษถ้าเคยได้ทำให้เพื่อนเสียใจอะไรไป
ภาพสวยอย่างงี้ขอให้คนวาดมีความสุขมากๆจ๊ะ
วันเสาร์, ธันวาคม 09, 2549
Beginning Anew
3 ธันวาคม 2549
เป็นค่ายแรกที่ไปแล้วตั้งแต่วันไปจนวันกลับแทบไม่ได้เปิดปลอกปากกาออกเพื่อขีดเขียนอะไรซักอย่าง แล้วก็ไม่ได้ถ่ายรูปซักใบ
ส่วนหนึ่งก็เพราะมีอะไรทำตลอดเวลา หรือไม่จริงๆแล้วก็เพราะรู้สึกว่าแค่ ณ ขณะปัจจุบันตรงนั้นก็พอแล้ว :)
โดยส่วนลึกแล้วกิจกรรมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการภาวนา นั่งสมาธิ เดินจงกรม ฟังธรรมะบรรยาย แลกเปลี่ยน ลงพื้นที่ย่ำดิน ทำอิฐ หรือแม้กระทั้งล้างจาน
ทำให้รับรู้ถึงความใสและขุ่น วุ่นและว่าง ค้างและคลาย วนเวียนสลับกันไปมา หรือบางทีแทบจะเป็นหนึ่งเดียวกัน
ฉันรู้ว่าฉันเข้าใจ แต่ยังไม่ยอมรับมัน หรือเปล่าน่ะ?
ไม่ใช่ใครที่ทำให้ฉันผิดหวัง หรือเสียใจ
แต่เป็นความคิดหรือภาพที่ฉันสร้างขึ้นมาเองที่ทำร้ายใจ
ฉันอยากที่จะเข้าไปอยู่ในเนื้อหนังมังสาของเธอ
เพื่อที่จะเข้าใจเธอ และยอมรับเธออย่างที่เธอเป็น
ฉันอยากจะขอบคุณเธอ และขอโทษเธอในเวลาเดียวกัน
ฉันอยากจะปล่อยเธอไป เพื่อที่เราจะมีกันและกันตลอดไป
ยิ้มและความปราถนาดีของชั้นมีไว้เพื่อให้เธอเสมอ
คิด ว่า รัก
ส่วนหนึ่งก็เพราะมีอะไรทำตลอดเวลา หรือไม่จริงๆแล้วก็เพราะรู้สึกว่าแค่ ณ ขณะปัจจุบันตรงนั้นก็พอแล้ว :)
โดยส่วนลึกแล้วกิจกรรมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการภาวนา นั่งสมาธิ เดินจงกรม ฟังธรรมะบรรยาย แลกเปลี่ยน ลงพื้นที่ย่ำดิน ทำอิฐ หรือแม้กระทั้งล้างจาน
ทำให้รับรู้ถึงความใสและขุ่น วุ่นและว่าง ค้างและคลาย วนเวียนสลับกันไปมา หรือบางทีแทบจะเป็นหนึ่งเดียวกัน
ฉันรู้ว่าฉันเข้าใจ แต่ยังไม่ยอมรับมัน หรือเปล่าน่ะ?
ไม่ใช่ใครที่ทำให้ฉันผิดหวัง หรือเสียใจ
แต่เป็นความคิดหรือภาพที่ฉันสร้างขึ้นมาเองที่ทำร้ายใจ
ฉันอยากที่จะเข้าไปอยู่ในเนื้อหนังมังสาของเธอ
เพื่อที่จะเข้าใจเธอ และยอมรับเธออย่างที่เธอเป็น
ฉันอยากจะขอบคุณเธอ และขอโทษเธอในเวลาเดียวกัน
ฉันอยากจะปล่อยเธอไป เพื่อที่เราจะมีกันและกันตลอดไป
ยิ้มและความปราถนาดีของชั้นมีไว้เพื่อให้เธอเสมอ
คิด ว่า รัก
วันพุธ, พฤศจิกายน 29, 2549
no two dishes are the same
วันนี้ขอเขียนถึงอะไรชิวๆขอมีมุมกุ๊กกิ๊กขำๆหน่อย
"เค้าว่ากันว่าความรักเหมือนอาหาร"(เค้านี่เราเองแหละ55)
อาหารนั้นก็มีหลากหลายรูปแบบแตกต่างกันตั้งแต่กระบวนการสร้างสรรค์
อาหารไทยต้องใช้ไฟแรงๆผัดเร็วๆเหมือนรักเปิดปุ๊บติดปั๊บ
อาหารจีนอาจต้องตุ๋น ไฟอ่อนๆเขี้ยวแล้วเขี้ยวอีกเป็นวันๆ เป็นรักแบบฝักบ่มกันไป
อาหารญี่ปุ่นกินมันดิบๆสดๆซะหยั่งงั้น ดั่งรักรสใสๆไม่ปรุงแต่ง
อาหารฝรั่งเศสต้องมีลีลา เฉกเช่นรักของนักรักโรแมนติก
หลากหลายวิธีก็ให้ความอร่อยแตกต่างกันไป...ไม่มีสูตรสำเร็จ
อย่าไปติดกับรสชาติใดรสชาติหนึ่งเลย
อย่าไปคิดว่าความรักที่ดีหรืออาหารที่อร่อย
มันควรจะเป็นอย่างนี้อย่างนั้นแบบเดียวกันไปหมด
จริงไหม?
"เค้าว่ากันว่าความรักเหมือนอาหาร"(เค้านี่เราเองแหละ55)
อาหารนั้นก็มีหลากหลายรูปแบบแตกต่างกันตั้งแต่กระบวนการสร้างสรรค์
อาหารไทยต้องใช้ไฟแรงๆผัดเร็วๆเหมือนรักเปิดปุ๊บติดปั๊บ
อาหารจีนอาจต้องตุ๋น ไฟอ่อนๆเขี้ยวแล้วเขี้ยวอีกเป็นวันๆ เป็นรักแบบฝักบ่มกันไป
อาหารญี่ปุ่นกินมันดิบๆสดๆซะหยั่งงั้น ดั่งรักรสใสๆไม่ปรุงแต่ง
อาหารฝรั่งเศสต้องมีลีลา เฉกเช่นรักของนักรักโรแมนติก
หลากหลายวิธีก็ให้ความอร่อยแตกต่างกันไป...ไม่มีสูตรสำเร็จ
อย่าไปติดกับรสชาติใดรสชาติหนึ่งเลย
อย่าไปคิดว่าความรักที่ดีหรืออาหารที่อร่อย
มันควรจะเป็นอย่างนี้อย่างนั้นแบบเดียวกันไปหมด
จริงไหม?
.
...
ไม่เป็นไรเพื่อน
ไม่เป็นไร
...
ใครทำเธอช้ำมา
อวยพรเขากลับไป
...
ใครทำเธอเสียใจ
ยิ้มให้เขาเถิดหนา
...
เพียงสิ่งที่ผ่านมา
ถึงเวลาก็ผ่านไป
...
แค่วางมันเอาไว้
ยื่นมือให้ฉันเพื่อนเธอ
วันเสาร์, พฤศจิกายน 25, 2549
I am yours.
I am not your dream, neither your imagination.
I am not a vision.
I am real.
...
I am the air you are breathing.
I am a soul of your soul.
I am a thought of your thought.
I am a meaning of your unspoken.
I am your smile and your tear.
your fear and your hope,
your darkness and your lighthouse,
your slave and your master,
your residence and your mysterious forest,
your sleep and your awake,
your breath and your death.
...
I am not your dream, neither your imagination.
I am not a vision.
I am real.
ps. I'd like to recommend my new friend's site
;Shomil vividiti : dont philosphise.. live!
www.lomohomes.com/vividiti
I am not a vision.
I am real.
...
I am the air you are breathing.
I am a soul of your soul.
I am a thought of your thought.
I am a meaning of your unspoken.
I am your smile and your tear.
your fear and your hope,
your darkness and your lighthouse,
your slave and your master,
your residence and your mysterious forest,
your sleep and your awake,
your breath and your death.
...
I am not your dream, neither your imagination.
I am not a vision.
I am real.
ps. I'd like to recommend my new friend's site
;Shomil vividiti : dont philosphise.. live!
www.lomohomes.com/vividiti
วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 19, 2549
.
I love a mountain, secluded but strong.
I love a river, crazy but clear.
I love a sky, weightless but wide.
I love a pebble, small but solid.
I love a little flower, petty but pretty.
Once and for all,
I love thee , head and tail.
I love a river, crazy but clear.
I love a sky, weightless but wide.
I love a pebble, small but solid.
I love a little flower, petty but pretty.
Once and for all,
I love thee , head and tail.
World-Run-Circle
I look up to my sky.
Now it's blank and bright.
Wind blown all clouds.
Sun dried all rain.
" "
World-Run-Circle,
staying is changing
changing is being
being is nothing
" "
World-Run-Circle,
No more rain
It's time for winter.
but then I can't hold it,
leaving to summer.
" "
Round Round Round
" "
there's no end nor begining.
there's no seperate line,
or maybe I now far beyond.
or maybe I now on journey,
backward to an origin.
but there's no begining nor ending.
so i travel nowhere.
Well, is it mean I'm staying?
but staying is changing
changing is being
being is nothing
" "
World-Run-Circle,
" "
Round Round Round
Round Round Round
Round Round Round
" "
but staying is changing
changing is being
being is nothing
" "
Round Round Round
""""""""""""""
"World-Run-Circle"
: written 01 am. /09 November 2006
song for "THE LAZYHUS-BAND" Copyright
Now it's blank and bright.
Wind blown all clouds.
Sun dried all rain.
" "
World-Run-Circle,
staying is changing
changing is being
being is nothing
" "
World-Run-Circle,
No more rain
It's time for winter.
but then I can't hold it,
leaving to summer.
" "
Round Round Round
" "
there's no end nor begining.
there's no seperate line,
or maybe I now far beyond.
or maybe I now on journey,
backward to an origin.
but there's no begining nor ending.
so i travel nowhere.
Well, is it mean I'm staying?
but staying is changing
changing is being
being is nothing
" "
World-Run-Circle,
" "
Round Round Round
Round Round Round
Round Round Round
" "
but staying is changing
changing is being
being is nothing
" "
Round Round Round
""""""""""""""
"World-Run-Circle"
: written 01 am. /09 November 2006
song for "THE LAZYHUS-BAND" Copyright
วันพฤหัสบดี, พฤศจิกายน 16, 2549
.
ยังดีที่ไม่ได้ทำให้ใครพิการ
ยังดีที่ไม่ได้พรากพ่อใครสามีใคร
ยังคิดไม่ออกเลยว่าถ้าเป็นอย่างนั้นจะทำไงจะทำไง
แค่นี้ก็จะรับไม่ไหวอยู่แล้ว
ฮือ ฮือ
ยังดีที่ไม่ได้พรากพ่อใครสามีใคร
ยังคิดไม่ออกเลยว่าถ้าเป็นอย่างนั้นจะทำไงจะทำไง
แค่นี้ก็จะรับไม่ไหวอยู่แล้ว
ฮือ ฮือ
วันอังคาร, พฤศจิกายน 14, 2549
a story among many
Dust
on the dining table...
my finger writes
what I dare not
tell you.
PS. ขโมยอ่านที่ร้านหนังสือเลยจำไม่ได้ว่าใครเขียน เป็นกวีชาวอินเดียคนหนึ่ง
on the dining table...
my finger writes
what I dare not
tell you.
PS. ขโมยอ่านที่ร้านหนังสือเลยจำไม่ได้ว่าใครเขียน เป็นกวีชาวอินเดียคนหนึ่ง
.
ข้าพเจ้ายังไม่คิดที่จะริอ่านเป็นนักวิจารณ์หนังสือแต่อย่างใด
เพียงต้องการจะแลกเปลี่ยน และบอกต่อถึงหนังสือที่ข้าพเจ้ามีความประทับใจ
และมีอิทธิพลต่อความนึกคิดของข้าพเจ้า ซึ่งส่งผลต่อการกระทำอีกทอดหนึ่ง
เนื่องด้วยข้าพเจ้าในวัยเด็กเป็นเด็กที่เอาแต่วิ่งเล่นจับแมลง
กบเขียด เด็ดดอกไม้ ต้นไม้
จึงโตมาเป็นคนที่อ่านหนังสือช้า และอ่านหนังสือมาเพียงไม่กี่เล่ม
ในจำนวนหนังสือที่ได้อ่าน มีหลายเล่มทีเดียวที่มีอิทธิพลต่อความคิดในด้านที่แตกต่างกันไป
หนังสือบางเล่มข้าพเจ้าอ่านแล้วถึงกับนอนไม่หลับ
บางเล่มทำให้รู้สึกเสมือนว่าตัวเองเป็นนักเดินทางที่เพิ่งเริ่มต้นที่ตีนเขา
บางเล่มอ่านแล้วรู้สึกเสมือนตัวเองบินล่องไปตามลมได้อย่างนก
...
"The Man Who Planted Trees" a story by Jean Giono
วรรณกรรมเล่มบางๆเล่มหนึ่งที่ใช้เวลาอ่านไม่เกิน 20 นาที
แต่เรื่องราวนั้นกลับวนเวียนอยู่ในความคิดได้เป็นวันๆ
เป็นหนังสืออีกเล่มที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่าได้สัมผัสถึงพลังในทางสร้างสรรค์
และความตั้งใจที่จะเขียนเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับใครก็ตามที่ได้อ่าน
โดยที่ผู้เขียนกับผู้อ่านไม่จำเป็นต้องรู้จักกันเลยด้วยซ้ำ
...
แน่นอนว่าทุกอย่างย่อมมีสองด้านเสมอ
ยิ่งข้าพเจ้าอ่านพบหนังสือที่มีอิทธิพลต่อความนึกคิดของข้าพเจ้ามากเท่าไร
ยิ่งทำให้ข้าพเจ้าตระหนักถึงอำนาจของตัวหนังสือมากเท่านั้น
เมื่อเราเริ่มเขียน และเมื่อเริ่มมีคนอ่าน แม้แต่เพียงคนเดียว
เป็นอันว่าเราควรมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เราเขียน ต่อคนที่อ่าน
หากเราใช้ปากกาอย่างสร้างสรรค์ เขียนด้วยความจริงใจ
เขียนด้วยจุดมุ่งหมายที่ดี
ไม่สำคัญว่าเราจะรับรู้หรือไม่ว่าคนที่อ่านได้อะไรไป
คงเพียงพอแล้วหากงานเขียนนั้นสามารถสร้างแรงบันดาลใจในทางบวกต่อใครซักคน และต้องไม่ลืมว่างานเขียนนั้นอาจมีอายุยืนยาวกว่าเรา
เช่นเดียวกับนักปั้นที่รู้ดีว่าจานชามของเค้านั้นจะอยู่ไปอีกเป็นพันๆปีหลังจากเค้าตายไป
...
"The Man Who Planted Trees" ทำให้ข้าพเจ้าคิดที่จะตั้งใจเขียนอย่างสร้างสรรค์
เพื่อที่จะเป็นกระบอกเสียงเล็ก บอกเล่าเรื่องราวดีๆ ผู้คนดีๆที่ข้าพเจ้าได้ผ่านพบในการเดินทาง
แม้ว่าฝีมือการเขียนของข้าพเจ้าจะเป็นระดับมือสมัครเล่น
แต่ยังมีความเชื่อมั่นว่า หลากหลายเรื่องราวดีๆเกี่ยวกับเพื่อน และคนดีๆ ที่ข้าพเจ้าอยากนำเสนอ
จะสามารถทำให้คนอ่านได้แรงบันดาลใจจากเนื้อหาสาระของมันเอง
ถ่ายทอดผ่านปากกาของข้าพเจ้า (ต้องพูดว่าคีย์บอร์ดสิน่ะ)
ค่อนข้างสับสนเอาการสำหรับข้าพเจ้าผู้ซึ่งมักจะปฏิเสธที่จะนิยาม "คำ" ใดๆ
แต่ขณะเดียวกันก็ต้องอาศัย "คำ" เป็นสื่อบอกเล่าความคิดตนเอง
และยังคงยืนยันกับตัวเอง ว่าสิ่งที่ตนเองต้องการที่สุดคือการลอยล่องอยู่เหนือความยึดติดกับคำจำกัดความใด ของใคร หรือสังคมไหน
มีเพียงสิ่งที่ใจของข้าพเจ้าร้องบอกเท่าทั้นที่จะเป็นเหมือนลมพัดพาข้าพเจ้าให้เดินทางไปในที่ๆใจปราถนา
...
หมายเหตุ : เขียนมาซะยืดยาว เอาเป็นว่าโปรดติดตามและเป็นกำลังใจให้นักอยากเขียน ขณะที่ข้าพเจ้าเรียบเรียงเรื่องราวที่จะมานำเสนอให้ดีซะก่อน บางเรื่องของบางคนอาจจะต้องใช้เวลาศึกษาให้มากก่อนเลยทีเดียว
เพียงต้องการจะแลกเปลี่ยน และบอกต่อถึงหนังสือที่ข้าพเจ้ามีความประทับใจ
และมีอิทธิพลต่อความนึกคิดของข้าพเจ้า ซึ่งส่งผลต่อการกระทำอีกทอดหนึ่ง
เนื่องด้วยข้าพเจ้าในวัยเด็กเป็นเด็กที่เอาแต่วิ่งเล่นจับแมลง
กบเขียด เด็ดดอกไม้ ต้นไม้
จึงโตมาเป็นคนที่อ่านหนังสือช้า และอ่านหนังสือมาเพียงไม่กี่เล่ม
ในจำนวนหนังสือที่ได้อ่าน มีหลายเล่มทีเดียวที่มีอิทธิพลต่อความคิดในด้านที่แตกต่างกันไป
หนังสือบางเล่มข้าพเจ้าอ่านแล้วถึงกับนอนไม่หลับ
บางเล่มทำให้รู้สึกเสมือนว่าตัวเองเป็นนักเดินทางที่เพิ่งเริ่มต้นที่ตีนเขา
บางเล่มอ่านแล้วรู้สึกเสมือนตัวเองบินล่องไปตามลมได้อย่างนก
...
"The Man Who Planted Trees" a story by Jean Giono
วรรณกรรมเล่มบางๆเล่มหนึ่งที่ใช้เวลาอ่านไม่เกิน 20 นาที
แต่เรื่องราวนั้นกลับวนเวียนอยู่ในความคิดได้เป็นวันๆ
เป็นหนังสืออีกเล่มที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่าได้สัมผัสถึงพลังในทางสร้างสรรค์
และความตั้งใจที่จะเขียนเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับใครก็ตามที่ได้อ่าน
โดยที่ผู้เขียนกับผู้อ่านไม่จำเป็นต้องรู้จักกันเลยด้วยซ้ำ
...
แน่นอนว่าทุกอย่างย่อมมีสองด้านเสมอ
ยิ่งข้าพเจ้าอ่านพบหนังสือที่มีอิทธิพลต่อความนึกคิดของข้าพเจ้ามากเท่าไร
ยิ่งทำให้ข้าพเจ้าตระหนักถึงอำนาจของตัวหนังสือมากเท่านั้น
เมื่อเราเริ่มเขียน และเมื่อเริ่มมีคนอ่าน แม้แต่เพียงคนเดียว
เป็นอันว่าเราควรมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เราเขียน ต่อคนที่อ่าน
หากเราใช้ปากกาอย่างสร้างสรรค์ เขียนด้วยความจริงใจ
เขียนด้วยจุดมุ่งหมายที่ดี
ไม่สำคัญว่าเราจะรับรู้หรือไม่ว่าคนที่อ่านได้อะไรไป
คงเพียงพอแล้วหากงานเขียนนั้นสามารถสร้างแรงบันดาลใจในทางบวกต่อใครซักคน และต้องไม่ลืมว่างานเขียนนั้นอาจมีอายุยืนยาวกว่าเรา
เช่นเดียวกับนักปั้นที่รู้ดีว่าจานชามของเค้านั้นจะอยู่ไปอีกเป็นพันๆปีหลังจากเค้าตายไป
...
"The Man Who Planted Trees" ทำให้ข้าพเจ้าคิดที่จะตั้งใจเขียนอย่างสร้างสรรค์
เพื่อที่จะเป็นกระบอกเสียงเล็ก บอกเล่าเรื่องราวดีๆ ผู้คนดีๆที่ข้าพเจ้าได้ผ่านพบในการเดินทาง
แม้ว่าฝีมือการเขียนของข้าพเจ้าจะเป็นระดับมือสมัครเล่น
แต่ยังมีความเชื่อมั่นว่า หลากหลายเรื่องราวดีๆเกี่ยวกับเพื่อน และคนดีๆ ที่ข้าพเจ้าอยากนำเสนอ
จะสามารถทำให้คนอ่านได้แรงบันดาลใจจากเนื้อหาสาระของมันเอง
ถ่ายทอดผ่านปากกาของข้าพเจ้า (ต้องพูดว่าคีย์บอร์ดสิน่ะ)
ค่อนข้างสับสนเอาการสำหรับข้าพเจ้าผู้ซึ่งมักจะปฏิเสธที่จะนิยาม "คำ" ใดๆ
แต่ขณะเดียวกันก็ต้องอาศัย "คำ" เป็นสื่อบอกเล่าความคิดตนเอง
และยังคงยืนยันกับตัวเอง ว่าสิ่งที่ตนเองต้องการที่สุดคือการลอยล่องอยู่เหนือความยึดติดกับคำจำกัดความใด ของใคร หรือสังคมไหน
มีเพียงสิ่งที่ใจของข้าพเจ้าร้องบอกเท่าทั้นที่จะเป็นเหมือนลมพัดพาข้าพเจ้าให้เดินทางไปในที่ๆใจปราถนา
...
หมายเหตุ : เขียนมาซะยืดยาว เอาเป็นว่าโปรดติดตามและเป็นกำลังใจให้นักอยากเขียน ขณะที่ข้าพเจ้าเรียบเรียงเรื่องราวที่จะมานำเสนอให้ดีซะก่อน บางเรื่องของบางคนอาจจะต้องใช้เวลาศึกษาให้มากก่อนเลยทีเดียว
หายไป?
คงจะประมาณ 4 ทุ่มเศษ
แต่วันนี้ก็ดูบรรยากาศคึกคักมาก คงเพราะเป็นวันลอยกระทง
แต่ข้าพเจ้าผู้ไม่เคยพิศมัยเทศกาลนี้เลย
จำได้ว่าไปถึงริมน้ำทุกครั้ง ก็รู้สึกได้อย่างเดียวว่า
มันมีกระทงเยอะเกินไปแล้ว จะใส่ลงไปทำไมอีก?
ปีนี้ไม่แม้แต่จะไปริมน้ำ
แยกย้ายกันที่ร้านสัมตำไก่ย่าง ก็มารอเรียกรถกลับบ้าน
ณ ตรงที่ๆ เคยมี เสาชิงช้า บัดนี้ไม่มีซะแล้ว..แม้แต่เงา
คันแล้วคันเล่าไม่มีรถแทกซี่ยอมไปไกลถึงบ้านเราซักคัน
แต่มีรถเก๋งคันหนึ่งขับพุ่งมาปาดข้างหน้าอย่างเร็วแล้วก็จอด
ผู้ชายคนหนึ่งเปิดออกมาจากด้านข้างคนขับ
ผู้หญิงอีกคนถลาลงมาจากอีกด้าน
ผู้ชายเดินอย่างเร็วมาโบกเรียกรถ
ผู้หญิงวิ่งถลาตามมาพร้อมกับเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้น
เข้าคว้าแขนผู้ชายคนนั้นเอาไว้
เค้าพยายามสะบัดแขนเธอออก
แล้วก้าวขึ้นไปบนรถตุ๊กๆ
เธอก้าวตามไป
เค้าบอกให้คนขับออกรถ
ทั้งๆที่เธออยู่นอกรถเกือบครึ่งตัว
ขาเธอแกว่งๆไปมา ลอยจากพื้น
เหมือนว่าเธอมีสองขา ... แต่กลับยืนไม่ไหว
เสียงร้องไห้เหมือนแทบขาดใจ
ในที่สุดรถตุ๊กๆเลยไม่ยอมไป
เค้าจำต้องลงมา เธอยุดยื้อเค้าไว้ ทั้งด้วยสองแขนและน้ำตา
แต่ดูเหมือนจะไร้ผล
เค้าดูไม่แคร์
............
ข้าพเจ้าไม่รู้หรอกว่าเค้าทะเลาะอะไรกัน
ข้าพเจ้าไม่รู้หรอกว่าใครทำร้ายใคร ผิดถูกยังไง
ข้าพเจ้าคิดว่ามันคงไม่ใช่ประเด็น
อยากจะเดินเข้าไปบอกว่า
ปล่อยเค้าไปเห๊อะ
....
แต่ตอนนี้เธอคนนั้นคงไม่สามารถรับฟังอะไรได้
ข้าพเจ้าจากมาจากการเป็นบุคคลที่ 3 ในเหตุการณ์ในที่สุด
....
เสาชิงช้าเคยมีอยู่ ใครจะคิดว่าวันนึงมันยังหายไป?
แต่ลองคิดดีๆสิ ก่อนหน้าที่คนจะสร้างมันขึ้นมา
มันมีอยู่ซะที่ไหนเล่า จริงไหม?
แต่วันนี้ก็ดูบรรยากาศคึกคักมาก คงเพราะเป็นวันลอยกระทง
แต่ข้าพเจ้าผู้ไม่เคยพิศมัยเทศกาลนี้เลย
จำได้ว่าไปถึงริมน้ำทุกครั้ง ก็รู้สึกได้อย่างเดียวว่า
มันมีกระทงเยอะเกินไปแล้ว จะใส่ลงไปทำไมอีก?
ปีนี้ไม่แม้แต่จะไปริมน้ำ
แยกย้ายกันที่ร้านสัมตำไก่ย่าง ก็มารอเรียกรถกลับบ้าน
ณ ตรงที่ๆ เคยมี เสาชิงช้า บัดนี้ไม่มีซะแล้ว..แม้แต่เงา
คันแล้วคันเล่าไม่มีรถแทกซี่ยอมไปไกลถึงบ้านเราซักคัน
แต่มีรถเก๋งคันหนึ่งขับพุ่งมาปาดข้างหน้าอย่างเร็วแล้วก็จอด
ผู้ชายคนหนึ่งเปิดออกมาจากด้านข้างคนขับ
ผู้หญิงอีกคนถลาลงมาจากอีกด้าน
ผู้ชายเดินอย่างเร็วมาโบกเรียกรถ
ผู้หญิงวิ่งถลาตามมาพร้อมกับเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้น
เข้าคว้าแขนผู้ชายคนนั้นเอาไว้
เค้าพยายามสะบัดแขนเธอออก
แล้วก้าวขึ้นไปบนรถตุ๊กๆ
เธอก้าวตามไป
เค้าบอกให้คนขับออกรถ
ทั้งๆที่เธออยู่นอกรถเกือบครึ่งตัว
ขาเธอแกว่งๆไปมา ลอยจากพื้น
เหมือนว่าเธอมีสองขา ... แต่กลับยืนไม่ไหว
เสียงร้องไห้เหมือนแทบขาดใจ
ในที่สุดรถตุ๊กๆเลยไม่ยอมไป
เค้าจำต้องลงมา เธอยุดยื้อเค้าไว้ ทั้งด้วยสองแขนและน้ำตา
แต่ดูเหมือนจะไร้ผล
เค้าดูไม่แคร์
............
ข้าพเจ้าไม่รู้หรอกว่าเค้าทะเลาะอะไรกัน
ข้าพเจ้าไม่รู้หรอกว่าใครทำร้ายใคร ผิดถูกยังไง
ข้าพเจ้าคิดว่ามันคงไม่ใช่ประเด็น
อยากจะเดินเข้าไปบอกว่า
ปล่อยเค้าไปเห๊อะ
....
แต่ตอนนี้เธอคนนั้นคงไม่สามารถรับฟังอะไรได้
ข้าพเจ้าจากมาจากการเป็นบุคคลที่ 3 ในเหตุการณ์ในที่สุด
....
เสาชิงช้าเคยมีอยู่ ใครจะคิดว่าวันนึงมันยังหายไป?
แต่ลองคิดดีๆสิ ก่อนหน้าที่คนจะสร้างมันขึ้นมา
มันมีอยู่ซะที่ไหนเล่า จริงไหม?
วันพฤหัสบดี, พฤศจิกายน 09, 2549
ยำๆครับ ภาพไม่สวย ขออภัยด้วย
ทุกคนคิดละซิว่า จะตื้บดิน หรือตื้บเด็กดี..ล้อเล่นๆ
โจ้ครับๆ เฟคน้อยๆหน่อยครับ...ล้อเล่นๆ
ผนังบ้านลุงทุมถูกใจมาก นึกถึงเพลงของพี่jack ที่ร้องว่า "And there were so many fewer questions. When stars were still just the holes to heaven"
ลุงสุ่นโชว์การเผาถ่านเพื่อให้ได้ น้ำส้มควันไฟ ปุ๋ยชีวภาพที่พัฒนาเทคนิคกันขึ้นมา จนไม่ต้องพึ่งปุ๋ยและสารเคมีกันอีกต่อไป
คนแรกนี่โจรสลัด คนที่สองถูกตั้งข้อสงสัยว่าจะเป็นชาวประมงจริงๆละมั้ง คนที่สามนักท่องเที่ยว เฟคถ่ายรูปอีกแล้ว..ล้อเล่นๆ
ขอนับถือคนคิด การนวดผ่อนคลายระบบลูกโซ่หลังจากจบภารกิจ เฮ้อ.. ชิวจริงๆ
ศิลปินเบอร์หนึ่งกะลังวาดภาพที่ระลึกให้กลุ่มเขาชะเมาเก็บไว้เป็นหลักฐาน เอ้ย! ที่ระลึกตะหากวันพุธ, พฤศจิกายน 08, 2549
ห้องสมุดดิน ฉบับ รักษ์เขาชะเมา
แก๊งค์ทำบล็อค
เอ้า! โคดสะนาให้เค้าหน่อย
ชาวจิตอาสา
ถ่ายรูป...หมู
โจ้ จักร พี่แก้ว น้องบอยแห่งกลุ่มรักษ์เขาชะเมาปล. โจ้กะจักรไม่ได้เป็นอะไรกันแม้แต่น้อย พูดงี้เสียหายหมดเดี๋ยวขายไม่ออกทำไงฮ่ะ
.......
กาพย์บ้านดิน ฉบับมั่วๆ
...
ย่ำ ย่ำ ย่ำ
บ่อเล็กๆ
ขุดลึกๆ
ไส้เดือนน้อย
ดิ้นดึ๊กๆ
จำต้องลา
เพื่อเด็กน้อย
ได้ศึกษา
หาความรู้
...
โกย โกย โกย
ช่วยกันขน
อัดดินจน
เป็นก้อนอิฐ
ตากเรียงไว้
รออีกนิด
เจ้าก้อนอิฐ
เราร่วมก่อ
เริ่มเป็นบ้าน
ดินหลังจ้อย
ห้องสมุดน้อย
คอยเราอยู่
(น่ะจ๊ะ)
ปล. ไปค่ายเที่ยวนี้ มีทั้งขำ ฮา มันส์ สาระ ข้อคิด เกร็ดความรู้ เพื่อนใหม่ รุ่นใหญ่ รุ่นเด็ก ไว้จะทยอยเล่าให้เพื่อนๆฟังในโอกาสถัดไปแน่นอน วันนี้ข้าพเจ้าหมดแรงแหล่วขอลาไปก่อนเน้อพี่น้อง
ขอบคุณ
การที่ได้มาทำกิจกรรมที่เราไม่ได้คาดหวังผลประโยชน์ใดๆในเชิงวัตถุ
หรือไม่ใช่สิ่งที่เราทำแล้วได้ผลตอบแทนเป็นเงินในบัญชีทุกๆวันที่ 31
หรือเป็นสิ่งที่เราเคยชินกับมันซะจนเราเข้าใจว่าเรารู้จักในสิ่งที่เราทำดีแล้ว
หรือไม่ใช่สิ่งที่เราทำแล้วได้ผลตอบแทนเป็นเงินในบัญชีทุกๆวันที่ 31
หรือเป็นสิ่งที่เราเคยชินกับมันซะจนเราเข้าใจว่าเรารู้จักในสิ่งที่เราทำดีแล้ว
อย่างเช่นการไปค่ายสั้นๆที่กลุ่มรักษ์เขาชะเมาครั้งนี้
เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เตือนสติให้รู้ว่า
"เจ้ากำลังเป็นกบในน้ำที่ตั้งไฟอ่อนๆ และจะถูกน้ำร้อนลวกตายไปอย่างไม่รู้สึกตัว"
นับจากครั้งก่อนคือเมื่อกว่า 7 ปีที่แล้วที่ได้มีโอกาสไปสวนโมกข์ฯ
....
เมื่อเราละเลยที่จะละเอียดอ่อนในการสำรวจให้ทั่วถ้วนไปทุกซอกมุมของจิตใจตนเอง
ก็เป็นการยากที่เราจะขจัดสิ่งสกปรกเล็กน้อยที่เข้าไปติดค้างอยู่ในซอกหลีบเล็กๆ
โดยที่ไม่รู้ตัวจิตใจของเราเริ่มถูกเกาะกุมไปด้วยความสกปรกที่เราไม่รับรู้ถึงการมีอยู่ของมัน
ใจของเรากระด้างขึ้นอย่างช้าๆ ช้าๆ
"เจ้ากำลังเป็นกบในน้ำที่ตั้งไฟอ่อนๆ และจะถูกน้ำร้อนลวกตายไปอย่างไม่รู้สึกตัว"
นับจากครั้งก่อนคือเมื่อกว่า 7 ปีที่แล้วที่ได้มีโอกาสไปสวนโมกข์ฯ
....
เมื่อเราละเลยที่จะละเอียดอ่อนในการสำรวจให้ทั่วถ้วนไปทุกซอกมุมของจิตใจตนเอง
ก็เป็นการยากที่เราจะขจัดสิ่งสกปรกเล็กน้อยที่เข้าไปติดค้างอยู่ในซอกหลีบเล็กๆ
โดยที่ไม่รู้ตัวจิตใจของเราเริ่มถูกเกาะกุมไปด้วยความสกปรกที่เราไม่รับรู้ถึงการมีอยู่ของมัน
ใจของเรากระด้างขึ้นอย่างช้าๆ ช้าๆ
....
ช่วงเวลาสั้นๆของการไปค่ายครั้งนี้ ทำให้บางอย่างข้างในตนเองมีโอกาสได้ส่งเสียงเตือน
เตือน...ให้เราตระหนักรู้ถึงการมีอยู่ของความไม่สะอาดภายในจิตใจ
เตือน...ให้เราตระหนักรู้ว่าต้องชำระล้างมันออกไป
เพราะยังอยากจะมีจิตใจที่ใสเพื่อตื่นรู้และเข้าใจ
เพราะยังอยากจะมีใจที่อ่อนนุ่มมิถูกเกาะกุมไปด้วยความกระด้างอย่างนี้
ขอบคุณ
ช่วงเวลาสั้นๆของการไปค่ายครั้งนี้ ทำให้บางอย่างข้างในตนเองมีโอกาสได้ส่งเสียงเตือน
เตือน...ให้เราตระหนักรู้ถึงการมีอยู่ของความไม่สะอาดภายในจิตใจ
เตือน...ให้เราตระหนักรู้ว่าต้องชำระล้างมันออกไป
เพราะยังอยากจะมีจิตใจที่ใสเพื่อตื่นรู้และเข้าใจ
เพราะยังอยากจะมีใจที่อ่อนนุ่มมิถูกเกาะกุมไปด้วยความกระด้างอย่างนี้
ขอบคุณ
วันพฤหัสบดี, พฤศจิกายน 02, 2549
Happy birthday to my best friend!
วันเกิดนิ่มเพื่อนเลิฟ สนุกมาก
ปาร์ตี้ๆ
มีพายของบ๊อบ
เนมีเค้กเซอร์ไพรส์นิ่ม
ช่างเป็นน้องชายที่น่าร๊ากจริงๆ
ส่วนนิ่มก็บ่นออดๆว่าทำไมได้แต่หนังงสือเป็นของขวัญน่ะ
ไม่ได้โม้ แต่พูดจริงว่าจักรปาณี ทำอาหารให้ทุกคนกินด้วย !!!
เป็นครั้งแรก อร่อยเว่อร์ๆ
ขนาดหุงข้าวก็ยังไม่เป็นน่ะเนี่ย
กินกันหมดด้วยน่ะ
แม้จะออกแนวบังคับให้กินกัน555
happy birthday เพื่อนเลิฟ
ps. พรุ่งนี้จะได้ไปสร้างกุฏิดินซะที ตื่นเต้นๆ
ปาร์ตี้ๆ
มีพายของบ๊อบ
เนมีเค้กเซอร์ไพรส์นิ่ม
ช่างเป็นน้องชายที่น่าร๊ากจริงๆ
ส่วนนิ่มก็บ่นออดๆว่าทำไมได้แต่หนังงสือเป็นของขวัญน่ะ
ไม่ได้โม้ แต่พูดจริงว่าจักรปาณี ทำอาหารให้ทุกคนกินด้วย !!!
เป็นครั้งแรก อร่อยเว่อร์ๆ
ขนาดหุงข้าวก็ยังไม่เป็นน่ะเนี่ย
กินกันหมดด้วยน่ะ
แม้จะออกแนวบังคับให้กินกัน555
happy birthday เพื่อนเลิฟ
ps. พรุ่งนี้จะได้ไปสร้างกุฏิดินซะที ตื่นเต้นๆ
On the edge of the night
My room and this vastness,
awake over parroting land, - are one.
I am a string, strung over rustling wide resonances.
The things are violin bodies, full of grumbling dark;
inside the wifes' weeping is dreaming,
inside the rancour of whole dynasties is stirring in the sleep…
I shall shake silverly:
then everything underneath me will live,
and what errs in the things,
will strive after the light,
which falls from my dancing tone,
around which heaven waves, through narrow,
yearning cracks, into the old chasms without end…
R.M. Rilke, January 12th 1900,
Berlin-Schmargendorf
English translation by Philipp Kellmeyer
ps.ขอยืมquoteของกวีท่านนี้มาใช้เป็นคำโดนใจตัวเองเป็นเวลาหลายปีแล้ว แล้วยังขโมยเอามาใช้เป็นชื่อบล็อคอีกด้วย วันนี้เลยขอเอาผลงานของเค้ามาเก็บไว้ซะหน่อย เสียดายที่ไม่รู้ภาษาเยอรมันเลยไม่เคยได้อ่าน original version กับเค้าซักที
The night in Delhi
" Do you know I did commit suicide once?" not taking her eyes of Veronica decided to die .
"....................." I answered with silence cause I think she didn't need answer anyway.
"When I was 17... I was so young."
To me now she is sister , colleague and boss also.
Instead of asking how? or why? I asked her about what was happen after that.
simple and short with her very neutral tone of answering, like it matter no more...
"Life must goes on"
I feel like I catch the glimpse of the whole story.
And I believe she do know the true meaning of that simple word.
.......
It was very short conversation.
But it did answer to my question also...
before she left me into Paulo Coelho's world.
Yes, she's right.
.......
"Life must goes on" I said to myself in silence.
before I left her into Lao-tzu's world.
"....................." I answered with silence cause I think she didn't need answer anyway.
"When I was 17... I was so young."
To me now she is sister , colleague and boss also.
Instead of asking how? or why? I asked her about what was happen after that.
simple and short with her very neutral tone of answering, like it matter no more...
"Life must goes on"
I feel like I catch the glimpse of the whole story.
And I believe she do know the true meaning of that simple word.
.......
It was very short conversation.
But it did answer to my question also...
before she left me into Paulo Coelho's world.
Yes, she's right.
.......
"Life must goes on" I said to myself in silence.
before I left her into Lao-tzu's world.
วันพุธ, พฤศจิกายน 01, 2549
The power of make up
เช้าวันหนึ่งที่ตื่นขึ้นมาพบรอยบวมและช้ำรอบๆดวงตา(ที่ปรกติก็บวมอยู่แล้ว)
อันเกิดจากเหตุแห่งความอ่อนไหวอ่อนแอ ซ้ำๆซากๆ
เสียงหนึ่งบอกว่า นี่ไม่ใช่ชั้นแน่ๆ
ว่าแล้วก็เริ่มต้นเช้าวันนั้นด้วยการบรรจงเติมแต่งสีสันบนใบหน้า
อย่างน้อยข้างนอกสดใสไว้ก่อนก็ยังดี
และแล้ววันไม่ธรรมดาที่งงๆก็เริ่มต้นขึ้น
เริ่มจากทุกคนทักกันเกรียวว่าเกิดไรขึ้นทำไมเปลี่ยนอย่างนี้
ก็นึกในใจอยู่ว่า เอ้ยเป็นผู้หญิงน่ะเว้ย แต่งหน้ามั่งแปลกตรงไหนกันเนี่ยะ
ต่อด้วยคนขายหนังสือ ที่พูดส่งท้ายว่า "ให้ผมถือหนังสือไปส่งที่รถมั้ยครับ"
เดินชนของร้านเค้าล้มโคร่ม คนขายแทนที่จะด่า ดันพูดว่า
"หุ่นนี้เป็นอะไรคนสวยเดินมาใกล้ทีไรล้มทุกที"
เอ่อ เลยไม่รู้จะขอโทษรึต้องขอบคุณที่ชมดี
หรืออยู่ๆก็มีคนส่งขนมมาให้กิน เออก็ดีเหมือนกันประหยัด
กลายเป็นจุดเริ่มของการได้แจกขนมจีบกินฟรีบ่อยขึ้นเรื่อยๆในช่วงนี้
เจ๊บอกว่าแกอย่าดูถูกอำนาจอันนี้น่ะย่ะ
ไม่เห็นหรือว่าสวยไว้ก่อนสบายกว่าเป็นไหนๆ
คลีโอพัตราก็สอนไว้
นึกสงสัยว่ามนุษย์หนอ เรามีดวงตาไว้เพื่อเห็นอะไรบ้าง?
ยังไงก็ตาม ยังคงไม่คิดจะคบกับคนที่ชอบแค่มาสคาร่าบนขนตาของชั้นหรอกน่ะ
ลบออกก็เป็นหมวยหน้าจืดคนเดิมอยู่ดี
คนที่ใครๆเจอก็มักถามว่าน้องๆ เป็นทอมรึเปล่าครับ
หลายคนที่ทักว่าเปลี่ยนไป ก็พอเข้าใจ
แต่คุณคิดจริงๆหรือว่าเครื่องสำอางสามารถเปลี่ยนคนได้
ชั้นก็ยังเป็นคนๆเดิมและมีใจบางๆดวงเดิม
อะไรคือเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยน
สำคัญที่ใจไม่ใช่หรือ
อันเกิดจากเหตุแห่งความอ่อนไหวอ่อนแอ ซ้ำๆซากๆ
เสียงหนึ่งบอกว่า นี่ไม่ใช่ชั้นแน่ๆ
ว่าแล้วก็เริ่มต้นเช้าวันนั้นด้วยการบรรจงเติมแต่งสีสันบนใบหน้า
อย่างน้อยข้างนอกสดใสไว้ก่อนก็ยังดี
และแล้ววันไม่ธรรมดาที่งงๆก็เริ่มต้นขึ้น
เริ่มจากทุกคนทักกันเกรียวว่าเกิดไรขึ้นทำไมเปลี่ยนอย่างนี้
ก็นึกในใจอยู่ว่า เอ้ยเป็นผู้หญิงน่ะเว้ย แต่งหน้ามั่งแปลกตรงไหนกันเนี่ยะ
ต่อด้วยคนขายหนังสือ ที่พูดส่งท้ายว่า "ให้ผมถือหนังสือไปส่งที่รถมั้ยครับ"
เดินชนของร้านเค้าล้มโคร่ม คนขายแทนที่จะด่า ดันพูดว่า
"หุ่นนี้เป็นอะไรคนสวยเดินมาใกล้ทีไรล้มทุกที"
เอ่อ เลยไม่รู้จะขอโทษรึต้องขอบคุณที่ชมดี
หรืออยู่ๆก็มีคนส่งขนมมาให้กิน เออก็ดีเหมือนกันประหยัด
กลายเป็นจุดเริ่มของการได้แจกขนมจีบกินฟรีบ่อยขึ้นเรื่อยๆในช่วงนี้
เจ๊บอกว่าแกอย่าดูถูกอำนาจอันนี้น่ะย่ะ
ไม่เห็นหรือว่าสวยไว้ก่อนสบายกว่าเป็นไหนๆ
คลีโอพัตราก็สอนไว้
นึกสงสัยว่ามนุษย์หนอ เรามีดวงตาไว้เพื่อเห็นอะไรบ้าง?
ยังไงก็ตาม ยังคงไม่คิดจะคบกับคนที่ชอบแค่มาสคาร่าบนขนตาของชั้นหรอกน่ะ
ลบออกก็เป็นหมวยหน้าจืดคนเดิมอยู่ดี
คนที่ใครๆเจอก็มักถามว่าน้องๆ เป็นทอมรึเปล่าครับ
หลายคนที่ทักว่าเปลี่ยนไป ก็พอเข้าใจ
แต่คุณคิดจริงๆหรือว่าเครื่องสำอางสามารถเปลี่ยนคนได้
ชั้นก็ยังเป็นคนๆเดิมและมีใจบางๆดวงเดิม
อะไรคือเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยน
สำคัญที่ใจไม่ใช่หรือ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)








