วันพุธ, กุมภาพันธ์ 14, 2550

ฝน คือน้ำ น้ำคือ ฝน

ฝนเคยตก
พื้นเจ่งนองน้ำ
สายลมพัด
เหือดแห้งหายไป
ซะที่ไหน
ขุดลงไป
น้ำขังในดิน
น้ำไหลรวมกัน
คนเจาะมาใหม่
เอาน้ำมาใช้
ดื่ม อาบ กิน
คนตายกลายเป็นดิน
ฝนตกอีกรอบ
น้ำเจ่งนองพื้น
เหมือนความฝันที่สั่นระริก

ศานติในเรือนจักร ฮิฮิ


Peace in oneself, Peace in The world
ศานติในเรือนใจ ศานติในสังคม

วันอาทิตย์, กุมภาพันธ์ 11, 2550

.

So far, I know my anger and fear is still remain.
And so do a ton of garbages.
I don't know when I'll be free from them.
Only thing I know, I'm going to love them more and more
I'll give kindness and understanding to my own garbage.
Pherhaps someday my garbage may bloom like a flower
, may pure like a dew.
Someday... may it's not too long.

- -'

เมื่อสิ่งที่อยากทำก็อยากจะทำ เมื่อสิ่งที่ต้องทำก็ต้องทำ
ก็เอ้า ทำ ทำ ให้หมดเลย แล้วกัน
มันก็น่าสนุกตื่นเต้นไปอีกแบบ วิ่งไปเวียดนาม
เวียดนามกลับมาเมืองไทย รุ่งขึ้นเหาะไปเยอรมัน
ตังค์หมดแน่ๆทีนี้ก็ต้องกินผักบุ้งที่วัดอย่างเดียวเลยครับพี่น้อง
ช่วยกันภาวนาให้ข้าพเจ้าเอาตัวรอดกับสองรายการยักษ์ใหญ่นี่ได้ที
เพี๊ยง!

หลวงพี่นิรามิสา

ปล. อ่านหนังสือพิมพ์ The Nation วันนี้ หน้า 58 section body & soul กันหรือยัง เป็นบทความสัมภาษณ์หลวงพี่นิรามิสา ในหัวข้อ 'What is love?' จะเก็บไว้ให้อ่านถ้าใครไม่ได้รับ the nation น่ะจ๊ะ
อ่อ และอีกที่หนึ่ง ที่มีบทความเข้าไปอ่านได้ ที่กรุงเทพธุรกิจ http://www.bangkokbiznews.com/bodyheart/

วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 09, 2550

:)

วันนี้มีความสุขจัง
แม้ว่าวิทยุจะพัง
เปิดเจอเพลงเศร้าก็ยังขำ
เจอเพื่อนก็อยากอำ
หยุดยิ้มไม่ได้ทั้งวัน
สุขจัง ลั๊ล ลัล ลา
...

วันพุธ, กุมภาพันธ์ 07, 2550

I am a blogger!

เคยคิดว่าเราเขียนบล็อคเพื่ออะไร
ทั้งๆที่สามารถเรียกตัวเองได้ว่าเป็นคนเขียนบล็อคสม่ำเสมอประเภทที่ไม่เคยดองบล็อคตลอดปีเศษๆที่เขียนมา
แต่ก็มีหลายครั้งที่คิดจะเลิกเขียนบล็อคซะ
เพราะไม่แน่ใจว่าตัวเองเขียนบล็อคเพื่ออะไรกันแน่
....
บางครั้งก็รู้สึกว่าคนที่เค้าไม่เขียนคงเพราะมีธุระยุ่งๆมากมายให้ทำ แต่เรามันคนว่างๆรึไงกันหนอ
....
บางครั้งก็รู้สึกว่าข้ามเส้นของการเขียนที่เป็นเรื่องส่วนตัวจนเกินไปลงในบล็อค
....
ในทางตรงกันข้าม บางครั้งเมื่อได้ไปอ่านบล็อคคนอื่นที่กล้าที่จะเขียนสิ่งที่ออกมาจากความรู้สึกของเค้าออกมา ก็รู้สึกว่าสัมผัสได้ถึงความเป็นมนุษย์และความกล้าหาญที่จะเขียน มากไปกว่านั้นก็ได้เรียนรู้อะไรบางอย่างจากทุกๆโพสต์ของทุกๆคน อยู่ที่เราจะมองเห็นแง่มุมไหน
....
บางบล็อคที่เราพบเจอโดยบังเอิญเป็นบล็อคของผู้มีความรู้หลากหลายสาขาต่างกันไป อ่านแล้วก็นับถือในความใจดีของท่านเหล่านั้น ที่มีความเข้าใจในลักษณะการเชื่อมโยงสังคมแนวใหม่ของคนรุ่นหลัง และปรับตัวเข้ามาหา เป็นประโยชน์กับทั้งผู้เป็นผู้ใหญ่เองที่จะได้สื่อสารกับคนรุ่นเด็กกว่าอย่างมีช่องว่างน้อยลง และผู้น้อยที่ได้ความรู้จากผู้ใหญ่
....
บางบล็อคที่ได้แวะเวียนก็เต็มไปด้วยประสบการณ์ชีวิตต่างๆที่เจ้าของไม่หวงที่จะมาแบ่งปัน ข้อดีไปกว่านั้น บ้างก็ไม่ได้เป็นการเผยแพร่โดยมีข้อจำกัดของธุรกิจการค้า จึงออกมาในรูปแบบที่ไม่มีกรอบที่น่าอึดอัดและสนุกอย่างมาก
....
บางทีบล็อคยังทำให้เรารู้สึกว่าเจอเพื่อน เพื่อนที่อาจจะเข้าใจเรามากกว่าเพื่อนที่นั่งโต๊ะทำงานข้างๆกันทุกวันซะอีก
....
บางทีบล็อคทำให้เราได้ไตร่ตรองในสิ่งที่เราคิด พูด ทำ มากกว่าการเขียนไดอารี่เป็นเล่ม แต่ก่อนการเขียนไดอารี่ของตัวเองเสมือนการระบายอารมณ์ซะละมากกว่า เขียนแล้วก็จบกัน
....
บางคนว่าการเขียนบล็อคมากเกินไป ก็จะทำให้เราไม่ต่างไปจาก หนังสือที่เปิดหรา และไม่มีอะไรที่น่าสนใจอีกต่อไป
....
จริงหรือที่เราสามารถบอกทุกอย่างลงไปในบล็อค ขนาดตัวเองยังบอกตัวเองได้ไม่หมดเลยนิ
....
บล็อคอาจเป็นแค่ เศษ 1 ส่วน อนันต์ เมื่อเทียบกับสิ่งที่เรายังไม่เคยรู้มาก่อน
....
น่าจะเรียกว่าบล็อคคือ improvisation จะเหมาะกว่า
หรือเป็น open-ended journal จะเหมาะกว่า คำว่า open book
....

บล็อคของเราเป็นพื้นที่ที่ต้อนรับเพื่อนๆทุกคนที่แวะเวียนเข้ามาทักทายกัน มารู้จักกัน มาแบ่งปันเรื่องสนุก เรื่องเศร้า ยินดีต่อกัน ปลอบใจกัน
บางทีก็เอาโน่นนี่มาอวดเพื่อนบ้าง บางทีก็อ้อนเพื่อนให้โอ๋บ้าง บางทีก็เอาเรือ่งตลกๆมาเล่าให้ฟังบ้าง
คิดๆไปแล้วบล็อคอาจถือเป็นนวัตกรรมขั้นสูงเลยทีเดียวสำหรับวันอันเงียบเหงาของใครบางคน

:)

วันอังคาร, กุมภาพันธ์ 06, 2550

ว่าด้วยความเพ้อเจ้อของคนป่วย

ในยามที่ความเจ็บไข้เข้ามาถามหา
แม้จะนอนเฉยๆอยู่บนเตียง และเพียงแค่ขยับตัวพลิกแขนขาซักนิดหน่อย
ไม่ได้ต้องการออกแรงกำลังอะไรมาก ยังรู้สึกว่าอวัยวะต่างๆช่างควบคุมยากเหลือเกิน
ดูเหมือนแขนก็ไม่ใช่แขนของเรา ขาของเราก็ไม่ฟังที่เราสั่ง หรือไม่ก็ทำตามอย่างเสียไม่ได้ซะจริงๆ
เวลาที่ไข้ขึ้นสูง หัวหมุนติ้วๆ จนตัวร้อนไปหมด แต่มือเท้าเย็นเฉียบและยังหนาวอยู่ทั้งที่เหงื่อออกนั้น
ทำให้รู้สึกว่าร่างกายที่เป็นบ้านของเรามาตลอดชีวิตช่างไม่น่าอยู่เอาซะเลย
แต่ดูเหมือนจะทำอะไรไม่ได้นอกจากทำใจอยู่กับมันอย่างนั้น

ร่างกายของเราก็เป็นของที่เราหยิบยืมมาจากบรรพบุรุษของเรา
ไม่ว่าจะแข็งแรง หรืออ่อนแอ ครบ หรือขาด งาม หรืออัปลักษณ์ ก็ไม่เที่ยงทั้งนั้น
ถึงเวลาหนึ่งก็ต้องคืนกลับไป

ร่างกายมาพร้อมกับ การรับรู้ ได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส
ร่างกายมาพร้อมกับความเป็นมนุษย์อย่างเต็มขั้น
การรับรู้เหล่านี้สามารถทำให้เราเข้าใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกันรวมถึงสิ่งมีชีวิตอื่น
ถ้าไร้ซึ่งการรับรู้ เราคงไม่ต่างจากวัตถุชิ้นหนึ่ง ที่ไม่รู้จักความสุข ความเจ็บปวดอย่างมนุษย์
แม้มนุษย์จะสามารถสงบนิ่งได้ แต่ก็ไม่ใช่เฉยชา นั่นคงเป็นความต่างของการเป็นมนุษย์และวัตถุ
ขณะเดียวกันการรับรู้ก็สามารถเป็นกับดักให้เราหลงติดอยู่กับสิ่งภายนอก
สิ่งปรุงแต่ง เกิดการยึดติดอย่าง ผิดๆ คับแคบ และเป็นทุกข์
เป็นทุกข์อย่างเช่นที่เราเองก็ได้เคยมีประสบการณ์กับตัวเองมาแล้ว
ขอให้เราได้ใช้ความเป็นมนุษย์ของเราทั้งร่างกายและจิตใจไปในหนทางที่ถูกต้อง
ในหนทางที่เต็มไปด้วยเมตตา ในหนทางที่เป็นอิสระ

สุดท้ายแล้วอยากขอให้ตัวเองหายป่วยเร็วๆจัง เพี๊ยง ไม่รู้ทำไรนอนจนมึนไปหมดแล้ว ใครๆก็มาหาว่าเป็นหวัดนกอยู่ด้าย ระวังถ้าตายจะไปหลอกให้หมดทุกคนเลย555

วันอาทิตย์, กุมภาพันธ์ 04, 2550

ว่าด้วยการจัดการกับความโกรธ

..ท่านติช นัท ฮันห์ กล่าวไว้ว่า "หากเราโกรธง่าย
ก็อาจเป็นเพราะเราเคยได้รดน้ำเมล็ดพันธุ์แห่งความโกรธไว้เป็นเวลานาน"
หลายทีที่ก็รู้สึกตัวว่าโกรธ และ หงุดหงิด กับเรื่องเล็กๆน้อย
ที่ตัวเองยังรู้สึกว่าไร้สาระสิ้นดี
แต่ก็ยังโมโห และอดที่จะบ่นและกล่าวตำหนิคนอื่นออกมา
สมองส่วนที่คิดด้วยความเป็นเหตุเป็นผลก็บอกว่าไม่ควรโมโห
แต่ส่วนที่เป็นอารมณ์ก็โลดแล่นไปตามพายุคลื่นลม
โดยที่รู้ตัว
บางครั้งก็กู้เรือนั้นไว้ได้ทัน
บางครั้งก็โง่เขลาจนต้องล่มลงในทะเลแห่งอารมณ์
ก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมทางความรู้สึกทั้งของตัวเองและผู้อื่น
แล้วเราจะทำอย่างไรได้บ้าง
อย่างน้อยที่สุดก็ขอให้รู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง
อย่างน้อยที่สุดก็ขอให้รู้ตัวเองเมื่อเรือของเราพ่ายแพ้ต่อพายุอารมณ์และจมดิ่งลงไปในมหาสมุทร
เพื่อที่จะหาทางว่ายขึ้นสู่ผิวน้ำเพื่อสูดเอาอากาศอีกครั้ง
อย่างน้อยหวังว่าเรายังมีโอกาสได้เริ่มต้นใหม่
และละเลิกการรดน้ำเมล็ดพันธุ์แห่งความโกรธ

วันพฤหัสบดี, กุมภาพันธ์ 01, 2550

".............."

I just got a message of regarding.
the words questioned me about an intention of the sender.
On the other hand, the words reflected my own message to others.
I never know that the reciever do comprehend it right.
Moreover, sometime I don't even know myself clearly when I say.
Sometime I became a victim of my own words.

Curious?
Why we talk?

Here's some words of wise men mention about word in the different point of it.

One of Paz poems ,
"To talk"
I read in a poem:
to talk is devine.
But gods don't speak:
while men do the talking:
Gods, without words,
play terrifying games.
To talk is human

One of Osho statements,
"I am not a man of words although
I have spoken more words than

anybody else in the whole world.
But I still say
I am not a man of words.
My words are just like nets thrown to catch fish.
And my message is wordless."

Thich nhat hanh teach us,
"Words can travel thousands of miles.
May our words create mutual understanding and love.
May they be as beautiful as gems,
As lovely as flower."

Even Buddha,
he use the words showing us a path to truth.

To me , there's so much mysteries about dimension of word.
There's a reason of talking also a reason of keeping silent.
Silence defines word and word defines silence.
Always we're lost in conversation.
But somehow that's the brillant part of it.
We never be sure we do get the right message,
and that's how the ending is opened.
Gaps make unending and unpredictable rythm.
And the music of life begins to play.
I look I walk and I talk ...I do human things.
I enjoy the being ,the losing ,the journey...the words.
though sometime it's worth sometime it's waste.
but worth defines waste and waste defines worth, so I take it as one.

Word can be a gift and word can be a blade.
Word can be mislead also word can keep the faith.
Word can be digged while silence's too complicated.

Maybe or Maybe not,
word can be nothing but only just a word.
And said to myself ..."don't think too much!"
:)

วันจันทร์, มกราคม 29, 2550

บันทึกประจำสองวันธรรมดา


เสาร์ที่ 27 มกราคม 2550
ณ.บ้านคุณอาวิจิตรและสภาบันวิจัยจุฬาภรณ์
การประชุมเรื่องหมู่บ้านพลัมครั้งที่ 004 และประชุมแผนสื่อประชาสัมพันธ์งานภาวนาโดยท่านติช นัท ฮันห์
ถึงแม้จะเป็นการประชุมต่อเนื่องตั้งแต่สิบโมงเช้าถึงเกือบสี่ทุ่ม นับว่ายังโชคดีที่เป็นการประชุมที่ใกล้เคียงอุดมคติอย่างมาก เรียกว่าเป็นสุนทรียสนทนาอย่างแท้จริง เป็นอย่างไรใครอยากรู้จริงๆไปอ่านที่บล็อคหญิงเพราะเขียนไว้อย่างละเอียดแล้ว ได้ข้อสรุปชื่อหัวข้อนำภาวนาที่จะมาถึงจากหลวงพี่นิรามิสาแล้วว่า สู่ศานติสมานฉันท์ หรือ Toward peace and harmony แบบโปสเตอร์และแผ่นแทรกของการประชาสัมพันธ์งานภาวนาโดยพวกเรากลุ่มแจ่มจิต หรือ สมอลกัมปะนีในอนาคตอันใกล้นี้ ก็ผ่านฉลุยอย่างงดงาม ซึ่งมีการปรับนิดหน่อย เดี๋ยวคงจะได้เห็นของจริงกันแน่ๆเราจะแปะโปสเตอร์ไปให้ทั่วเมืองเลย ประทับใจที่สุดคงเป็นตอนที่ มีการขอโหวตว่าชอบโปสเตอร์เวอร์ชั่นแนวตั้งหรือแนวนอนมากกว่ากัน แล้วทุกคนก็ตอบว่า "เลือกตั้งค่ะเลือกตั้ง" ฮา.... ประชุมกับพระก็ตลกได้ เจ๋งหว่ะ

อาทิตย์ที่ 28 มกราคม 2550
ซัมติ๊งสวีท-แจ๊สเดอะคิง-จิ้มจุ่มสวนลุม-วงเบียร์บนสนามหญ้า-เต้นบี้เดอะสตาร์กลางสวนลุมไนท์บาร์ซาร์
เวรี่ชิลล์เดย์จนไม่อยากประชุมงานแล้วใจแตกกันหมด แจ่มจิต จิตแตก

วันเสาร์, มกราคม 27, 2550

ว่าด้วยรัก

เมื่อตระหนักได้ว่าความรักของฉันนั้นต่ำต้อย
และเต็มเปี่ยมไปด้วยความเห็นแก่ตัวฉันใด
ก็เป็นการสมควรแล้วที่ฉันมิได้รับความรักที่ยิ่งใหญ่ฉันนั้น
ควรหรือที่จะร้องขอสิ่งใด ควรหรือที่จะเจ็บปวดถึงเพียงนี้
เป็นการค้นพบที่สร้างความเบาหวิว
แม้กระนั้นยังมีช่วงเวลาที่เราได้อยู่เพื่อกัน และกัน เท่านั้น อย่างแท้จริง
ถึงแม้จะมีแต่ความรักอันต่ำต้อยของฉันกับความไม่รักไม่มีอารมณ์ของเธอ
เราก็ควรที่จะดื่มด่ำกับทุกประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
เสมือนว่าเป็นสมบัติล้ำค่าชิ้นหนึ่ง ไม่ว่ามันจะคือรอยยิ้มหรือคราบน้ำตา
เหนือสิ่งอื่นใด ฉันควรที่จะให้อภัยความต่ำต้อยและเห็นแก่ตัวของตัวเองก่อน
เพื่อเป็นก้าวแรกของการหลุดพ้นไปจากตัวของมันเอง
เพียงก้าวแรกเท่านั้น ไปสู่ความรักที่ยิ่งใหญ่ซักวัน

วันพุธ, มกราคม 24, 2550

the meeting with Jonathan Livingston and his flock ภาคหวัดนก

..เฮ้ยพรุ่งนี้ไปจับนกกัน นกนางนวล
..อยากไปหว่ะแต่ว่าต้องทำงานนี่หว่า
..ก้อครึ่งววันเองกลับซัก11โมงก้อได้ ..ไปกี่โมงอ่ะ
..ต้องไปให้ถึงบางปู หกโมงเช้า
..ห๊า ล้อเล่นเปล่า เช้าแสด
..แต่ว่าอยากไปอ่ะๆๆๆๆ จับนกนางนวล อยากไปๆๆๆ พบโจนาธานในตำนาน
...ไปก้อได้
..และแล้วการเดินทางก้อเริ่มต้นอีกครั้ง
ฟ้ายังไม่สาง..เรามาจับนก..นกอยู่ไหน..คนนำทีมจับอยู่ไหน..--'

ไม่มีไรทำ..ซะงั้น ฮา

พยายามเท่บ้าง แต่กลายเป็นนกหัวขวาน..อ่า


ดรีมทีม..ยังคงฝันหวานถึงการจับนก..แม้จะยังไม่เจอใครโผล่มาเลย..--'


มีแต่นกพิราบ..ชิลล์



นิวเป็นนก




ฉายเดี่ยว

มาแย้วๆ


เริ่มทดลองแพสำหรับใส่อาหารล่อนก

ยังมีนกกระยางด้วยน่ะ

ชุลมุนจัดๆแหเดียว 30กว่าตัวแหนะ


ต้องค่อยๆแกะออกเบาๆ แต่ละตัวดิ้นกระจายกลัวปีกจะหักจริงๆ

ขอเรียกขานเจ้าตัวนี่ว่าพี่โจนาธาน ซึ่งเค้าติดอยู่ล่างสุดของแก แต่แรงเยอะแบบเกิอบแหกแหขาดเลยทีเดียว ขนนกนี้หนานุ่มกว่าที่คิดแฮะ
...พี่ๆไม่กลัวหวัดนกเหรอมาสุ่มจับนกมาสำรวจหวัดนกเนี่ย
...มันเป็นงานในหน้าที่น่ะน้อง
...แล้วน้องไม่กลัวเหรอ ความจริงมันก้ออันตรายน่ะ
...อ่าคิดในใจว่า...ก้อกลัวนิดหน่อยแต่ก้อมาแล้วนี่หว่า เอาน่าๆ
....ถ้าน้องๆกลับไปแล้วเป็นหวัดไม่สบายกันต้องรีบไปให้หมอตรวจน่ะ..--'

ปล.ได้สอบถามเรื่องราวเกี่ยวกับการทำวิจัยศึกษาพฤติกรรมการอพยพของเจ้านกนสงนวลมาบ้าง แต่วันนี้เหนื่อยมาก วันหลังจะมาเล่าให้ฟังต่อ


วันจันทร์, มกราคม 22, 2550

ว่าด้วยความโง่ บ้า อวิชชา และน้ำตาที่ยังไหลอยู่

รู้
แต่ก็ยัง...เขลา
เจ็บ
เก็บ
บางที...ก็รับมือไม่ไหว
ความโง่ บ้า น้ำตา อารมณ์
อีกแล้ว
เย็นเยียบ
หนาวลึก
กลั่นออกมา
เป็นน้ำตาร้อนๆ

วันอาทิตย์, มกราคม 21, 2550

บันทึกประจำวันธรรมดา

20 มกราคม 2550
ตื่นสายงัวเงียปวดหัว เนื่องจากนอนดึกเกินไปหน่อย
เมื่อคืนฝันอีกแล้ว
วันนี้มีสิ่งที่ตั้งใจไว้ว่าจะทำหลายอย่าง
เริ่มจากต้องไปสัมเพ็งและเจริญรัถ
แต่โชคดีที่นิวไปสัมเพ็งแล้วเลยฝากนิวซื้อของได้
บ่ายๆนัดกะนผุยจะไปป๋วยเสวนาคาร
วันนี้มีเสวนาเรื่อง ผ่านตัวตน ค้นความคิด คนสารคดี
ซึ่งมี คุณอรสม สุทธิสาคร
คุณนิรมล เมธีสุวกุล
คุณนิพัทธ์พร เพ็งแก้ว
คุณประสาน อิงคนันท์
ล้วนเป็น...คนหาเรื่อง...ทั้งน้านนน เสียดายที่คุณวันชัยไม่มาด้วย
ความที่รถติดมากๆเลยตัดสินใจไม่กลับไปที่รถตัวเอง
แต่หอบของพะรุงพะรัง คือ ม้วนผ้ายาวขนาดเดินพาดหัวคนได้ตลอดทาง
ที่ซื้อมาจากเจริญรัถไปเพื่อให้ทันการเสวนา
การเสวนาเริ่มดำเนินและจบไปใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง
ยังคิดว่าอยากให้ผู้ดำเนินรายการเจาะลึกลงไปในสิ่งที่คนทั่วไปอย่างเราๆไม่เคยรู้เกี่ยวกับการทำสารคดีมากกว่านี้
แต่นี่ก็เป็นการพูดคุยในแบบเข้ากับบรรยากาศการเสวนาสบายๆ ยามบ่าย
และครบถ้วนทั้งทางด้านดีและสิ่งที่ยังเป็นข้อจำกัดมากๆสำหรับคนทำสารคดี
อีกกลุ่มคนเล็กๆที่ต้องเข้มแข็งมุ่งมั่นกับสิ่งที่เชื่อและว่ายทวนธารกระแสหลักอันเชี่ยวกราก
ผู้มาฟัง เมื่อลองนับๆไปแล้วไม่เกิน20คน
แต่ถ้านับจริงๆแบบไม่ใช่คนในวงการอยู่แล้ว เห็นจะมีไม่เกิน 5 คน
ซึ่งเป็น เรา นผุย ดี ไปซะ 3 คนแล้ว - -'
อีกสองคือ พระมหาประดิษฐ์ และ พระอีกรูป เจอแล้วแอบตกใจ เจอพระมหาประดิษฐ์อีกแย้วว
ไอ้นผุยกะดีก็มาสายแถมยังมาหลับอีก ฮา
ยังไปเจอน้องบอยซึ่งเป็นน้องที่กลุ่มรักษ์เขาชะเมาและทำงานอยู่กับปาจารยสารอีกด้วย
คนว่างงาน รีบรี่เข้าไปบอกน้องบอยว่ามีกิจกรรมอะไรให้โทรมาชวนด่วน ๆ
เพราะตอนนี้เวลาไม่ใช่ข้อจำกัดอีกต่อไป แต่เงินเป็น ฮา
เกือบหมดวัน เกือบหมดพลัง เพราะไม่ได้กินข้าวตั้งแต่เช้าถึงเย็น
เลยจบลงด้วยเค้ก น้ำหวาน ข้าวผัดปลาสลิด และการสนทนาธรรมสไตล์พวกเรา กับนผุยและดีที่บ้านพระอาทิตย์
เติมพลังชีวิตแล้วกลับบ้าน
เมื่อคืนก็ฝันอีกแล้ว
วันนี้ก็มีอะไรต้องทำอีกมากมาย
เดินต่อไป

ปล. ไปดูคลิป...เหยื่อ...ที่บล็อคหญิงมาแล้ว โหด มันส์ ฮา เพิ่งรู้ว่าท่าทางพวกเราตอนเล่นหัวดีนี่มันหนุกหยั่งงี้ ฮา

วันศุกร์, มกราคม 19, 2550

.

She'll let you in her house
If you come knockin' late at night
She'll let you in her mouth
If the words you say are right
If you pay the price
She'll let you deep inside
But there's a secret garden she hides
She'll let you in her car
To go drivin' round
She'll let you into the parts of herself
That'll bring you down
She'll let you in her heart
If you got a hammer and a vise
But into her secret garden, don't think twice
You've gone a million miles
How far'd you get
To that place where you can't remember
And you can't forget
She'll lead you down a path
There'll be tenderness in the air
She'll let you come just far enough
So you know she's really there
She'll look at you and smile
And her eyes will sayShe's got a secret garden
Where everything you want
Where everything you need
Will always stay
A million miles away

Copyright © Bruce Springsteen (ASCAP)

วันพุธ, มกราคม 17, 2550

Goddess of Loneliness

เดิน-ไม่คิด-กิน
วัดอะไรจำไม่ได้แต่เป็นวัดที่ตัวโบสถ์ทำจากสังกะสีและเป็นทรงจีน เท่มากๆ สัณนิษฐานว่ามีตั้งแต่สมัยร.5 อ.แกลง จ.ระยอง
ชอบรูปนี้มากๆเป็นตัวเองในอีกมุมหนึ่ง ผู้หญิงผอมๆ หน้าจืดๆแบนๆ เปล่าเดินมาสวยๆพริ้วๆ แต่เดินมาคุ่มๆ จริงๆแล้วไม่ได้คิดอะไรอยู่ ก็แค่เดินกิน
ขอขอบคุณช่างภาพระดับเทพหนังสั้น คุณโจ้



REVERSIBLE

In space
....................I am
inside of me
...................the space
outside of me
..................the space
nowhere
..................I am
outside of me
..................in space
inside
..................is space
outside of it
..................nowhere
I am
..................in space
etcetera

..................Octavio Paz









ปล. อันนี้ขอขอบคุณเอ๋ ที่อุตส่าห์แบกหนังสือเล่มหนามากข้ามน้ำข้ามทะเลมาให้เพื่อน
Octavio Paz กวีชาวเมกซิกันอีกท่านนอกจาก Pablo Neruda ที่คนส่วนใหญ่จะรู้จักกันมากกว่า
ซึ่งข้าพเจ้าชื่นชอบงานและรูปแบบการเขียนของ Octavio Paz อย่างมาก
แต่ในเมืองไทยไม่ค่อยแพร่หลายและแทบไม่มีหนังสือให้หาอ่าน
ได้เล่มใหม่มาก็เลยเอามาแบ่งปันให้เพื่อนลองอ่าน เลือกบทสั้นๆ
เพราะเพื่อนบางคนอ่านแล้วบอกว่ากุอ่านไม่รู้เรื่องหว่ะ อะไรของมึง555
ต้องขอบคุณเพื่อนเอ๋จริงๆที่แบกเล่มหนาสุดมาให้ ซึ้งใจเอ๋

วันเสาร์, มกราคม 13, 2550

Blog Tagged เอาใหม่ๆ จะตั้งใจเล่าล่ะน่ะ

ดันมีคนหาว่า แกเขียนไรไม่มีที่มาที่ไปเอาซะเลย
ก็ได้ๆ จะตั้งใจเล่าอย่างจริงจังเลยทีเดียว

โดน อ.ม่อน แท็คมา ก็เลยทำตามแต่โดยดีด้วยคน
blog tag การแท็คคืออะไร..?
คนที่โดนแท็ค จะต้องเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเอง 5 ข้อ
ที่เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยซึ่งคนทั่วไปอาจจะไม่รู้
และแท็คต่อไปอีก 5 คน แล้วนำไปขึ้น blog



1 เป็นคนมีชื่อเล่นเยอะมากๆๆๆ อาจจะเป็นเพราะนิสัยน่ารัก มีแต่เพื่อนชอบ อยากเล่นกะเราเยอะแยะไปหมด ฮิฮิ ชื่อเล่นแต่ละอันก็มีที่มาของแต่ละยุค เด็กดักแด้ ได้มาตอนช่วงที่มีเด็กทารกเกิดมาไม่สมประกอบเหมือนหนอนผีเสื้อตาโปน เกโระ คืออะไรที่ตาโปนๆเพื่อนจะเอามาเรียกหมด เมล่อนหรือหัวแตงโม บางคนก็หาว่าเราหัวโตบ้างล่ะ และยังมีอีกหลากหลาย ได้แก่ เคลิ้ม โอลีฟ เสื่อม สายรุ้งหรืออีรุ้ง จักระดึ๊บ จักรพงศ์ จักฤษ จักรยาน จักรเฮี้ยว ชื่อที่ชอบที่สุดคือ ปลาทอง ได้มาตอนป.5 ที่มีการ์ตูนเรื่องปริศนาปลาทองฉายทางทีวี แต่ว่าไม่ชอบที่ปลาทองต้องอยู่ในโหลแก้วเลย ขอเป็น goldfish live in the sea ชื่อนี้ก็ลอกเลียนมาจากวรรณกรรมเล่มหนึ่งที่ชื่อ blowfish live in the sea ที่เคยอ่านสมัยเด็ก แต่ที่จริงน้อยคนล่ะมั้งที่จะรู้ชื่อเล่นที่แท้จริงอันไม่มีใครเรียก ฮือๆ

2 ตอน อายุ 16 คิดว่าโตขึ้นต้องเป็นคนบ้าสติไม่ดีแน่ๆ แบบมั่นใจมากๆ อันนี้เริ่มคิดมาตั้งแต่ 15 พอ 16ก็แน่ใจมากขึ้น อยู่มาวันนึงเพื่อนๆยกขโยงกันไปดูหมอดูว่าจะสอบเอนท์ติดมั้ย ก็ไปกะเค้าด้วย มีอยู่ตอนนึงที่หมอดูๆมือ เงียบไปซักพัก แล้วเงยขึ้นมาพูดว่า ไม่ต้องกลัวบ้าน่ะหนู ไม่บ้าหรอก .... โดยไม่ได้บอกความคิดในใจกะเค้า งงว่า รู้ได้ไงอ่ะ แสดงว่าในเส้นลายมือต้องบอกว่า ไม่ใช่ก็ใกล้เคียงคนบ้าแน่ๆ กึ๋ย

3 แต่ก่อนไม่ค่อยชอบเวลาคนพูดว่า แกเปลี่ยนไปน่ะ แต่ตอนนี้ถ้าได้ฟังคำแบบนั้นอีกจะยิ้มๆอารมณ์ดี ต่อๆไปก็คงเปลี่ยนไปเรื่อยๆมั้ง

4 คิดว่าเคยเกิดเป็นจิ้งจกมาก่อน อันนี้ก็ยังยืนยัน

5 ตอนนี้ใจอยู่บนภูเขาสูงที่อินเดีย กะดอกไม้เล็กๆตามข้างทาง อันนี้เพื่อนๆน้องๆหลายคนคงรู้แล้ว บ้างก็หาว่าเพ้อเจ้อที่ ยังไม่ทันจะเตรียมใบสมัครเสร็จเลย ก็มานั่งคิดแล้วว่าจะเอาอะไรใส่กระเป๋าไปมั่งดี แล้วหนังสือตั้งเยอะอยากเอาไป น้ำหนักจะเกินหรือเปล่า จะเรียนโยคะที่ไหนดี หรือจะเอาของกินอะไรไปตุนบ้าง จะขยับหัวแบบแขกๆเป็นมั้ยน่ะ 5555
เหนื่อยล่ะ

จะแท็คใครดีหน๊อ
ขอเป็น 1 ทราย 2 อุ๊บ 3 จอย 4 นัดทิกา 5 คุณวิจักขณ์ แล้วกันน่ะ
นี่มันหมดในลิงค์แล้วเลยไม่สามารถแท็คใครได้อีกแล้วฮ่ะ

วันพฤหัสบดี, มกราคม 11, 2550

Heaven is here and Hell is now

Though we said we're in despair and lonely,
once we laugh and smile at any very little (no)thing.
A second of a second we smile and forget about our bitterness,
we tread in heaven.
How silly we never realized.
There's weird fact about heaven and hell.
We normally think it is above and under us.
Forget about the distance, we count it infinite.
But the truth is heaven is here and hell is now,
and it take us only one breath from heaven to hell or hell to heaven.

choices are our.
do you believe?

now i'm happy taking rides heaven and hell several time a day
:)

วันพุธ, มกราคม 10, 2550

โรงเรียนใหม่ในฝัน

ตื่นเต้นจนไม่อยู่กะปัจจุบัน ไม่น่าเชื่อว่าแม่จะไฟเขียวให้ไปเรียนได้ เย้เย้
เตรียมวางแผนท่องแดนภารตะให้ปรุ ทั้งที่ๆยังไม่รู้ว่าเค้าจะรับเข้าเรียนรึเปล่าเลย ฮ่าฮ่า
ปล.ไอ้นิว แกเข้าลิงค์อันนี้เลยมีรูปโรงเรียนเยอะว่าในเว็บหลักพอควร แต่ชั้นจำอีเมลล์แกไม่ได้ ลิงค์เอาจากบล็อคเราแล้วกันน่ะ

http://www.artoflearning.com/art/santi.html

วันจันทร์, มกราคม 08, 2550

มุมชิลล์

ชาวแก๊งค์เชียงใหม่

ผัดถั่วงอก 18 อรหันต์

เดิน...วิถีแห่งสติ (จริงรึ)



เสียดายพลาด เค้าว่าการแสดงสุดมันส์


สาวสวย กะ ลำธารใส

หึ หึ น้องธารรรรรร


น่ากัววว เทยควายชัดๆเสื้อรัดติ้ววว


แก๊งค์ก้นครัว

เบื้องหลังความสงบเยือกเย็นของ อยู่ดอยย่ำดิน ก็เป็นหยั่งงี้นี่เอง เฮ
1 มกราคม 2550

ป.ล.จะต้องคอยแฮ้บรูปจากกล้องชาวบ้านมาเก็บไว้ แต่ตอนนี้มีน้อยจริงๆ

วันอาทิตย์, มกราคม 07, 2550

การรัก

ท่านรพินทรนาถ ฐากูรเคยกล่าวไว้ทำนองว่า "ขอให้ความรักของฉันที่มีต่อเธอนั้น ไม่แปรเปลี่ยนไปเป็นภาระของเธอ เพราะแท้ที่จริงแล้วฉันเป็นฝ่ายเลือกที่จะรักเธอเอง"

คัดย่อมาจาก บทหนึ่งของ งาม อย่าง เซน โดย ภิกษุณีชุนโด อาโอยาม่า สำนักพิมพ์เสมขิกขาลัย

ปล. รู้สึกว่าช่างโชคดีเสมอๆ อีกครั้งที่ตัวเองหยิบหนึ่งสือถูกเล่มถูกเวลาให้กับตัวเองได้อย่างน่าประหลาดใจ ทำให้วันนี้เป็นอีกวันพิเศษเลยทีเดียว :)

วันศุกร์, มกราคม 05, 2550

Make me the gardener of your flower garden.


The Gardener

Rabindranah Tagore


1


SERVANT : Have mercy upon your servant, my queen!.

QUEEN : The assembly is over and my servants are all gone. Why do you come at this late hour?

SERVANT : When you have finished with others, that is my time.I come to ask what remains for your last servant to do.

QUEEN : What can you expect when it is too late?

SERVANT : Make me the gardener of your flower garden.

QUEEN : What folly is this?

SERVANT : I will give up my other work.I will throw my swords and lances down in the dust. Do not send me to distant courts; do not bid me undertake new conquests. But make me the gardener of your flower garden.

QUEEN : What will your duties be?

SERVANT : The service of your idle days.I will keep fresh the grassy path where you walk in the morning, where your feet will be greeted with praise at every step by the flowers eager for death.I will swing you in a swing among the branches of the _saptaparna_, where the early evening moon will struggle to kiss your skirt through the leaves.I will replenish with scented oil the lamp that burns by your bedside, and decorate your footstool with sandal and saffron paste in wondrous designs.

QUEEN : What will you have for your reward?

SERVANT : To be allowed to hold your little fists like tender lotus-buds and slip flower chains over your wrists; to tinge the soles of your feet with the red juice of _ashoka_ petals and kiss away the speck of dust that may chance to linger there.

QUEEN : Your prayers are granted, my servant, you will be the gardener of my flower garden.


...
ส่วนข้าพเจ้านั้นจะขอเป็นคนสวนผู้ปลูกดอกหญ้า

Begining Anew 02


1 มกราคม 2550
และแล้วก็ได้มาอีกครั้ง
เสียงเชิญระฆัง เรียกให้ใจที่สั่นๆและสับสนดวงนี้กลับมาบ้านได้จริงๆ
น้ำตาอุ่นๆ
ตามมาด้วยรอยยิ้ม
การได้เปิดใจพูดกัน
ขอบคุณและขอโทษ
ขอบคุณรอยยิ้มและความขำๆของเพื่อนทุกคน ที่ช่วยกู้เรือที่กำลังจะล่มลำนี้ได้
แม้ว่าจะไม่มีใครรู้ตัวเลยก็ตาม
ขอบคุณ

ปล.อัพเดท คุโรมาตี้บลอคให้แล้วด้วยน่ะ
เพราะความขำเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งต่อการดำรงชีพ
อ้อ ลืมไปอีกอย่าง ฝากโปรโมทเว็บไซต์ใหม่ล่าสุดของชาวจิตอาสาด้วยน่ะครับ
www.volunteerspirit.org

วันจันทร์, ธันวาคม 25, 2549

คำไม่คม

"ผมไม่ซื้อเสื้อผ้าใส่มา 15 ปีแล้ว ผมยังมีใส่อยู่เลย"
3 ธันวาคม 2549
พี่โจน จันได
ฟังแล้วมานั่งนึกๆ เออ สงสัยจะจริง ถ้าไม่ซื้อเสื้อผ้าไปอีก 15 ปีเชื่อแน่ว่าคงยังมีพอใส่แน่ๆ ว่าม่ะ :)
You Are Me
You are me and I am you.
It is obvious that we are inter-are.
You cultivate the flower in yourself
so that I will be beautiful.
I transform the garbage in myself
so that you do not have to suffer.
I support you you support me.
I am here to bring you peace
you are here to bring me joy.
Thich Naht Hahn

Lesson today :To really see is To get rid of the thought of being individual. Quietly and slowly I started to see after all those time I only take a look . My dear friend please let my eyes truely opened.

MeRry cHrisTMas EverY bOdy :)

วันศุกร์, ธันวาคม 22, 2549

เรียนพิเศษ

ครูปู่แกนนำกลุ่มซ.โซ่ ด้านหลังคือน้องปอยสมาชิกกลุ่มเพราะรัก

บทเรียนกำลังเข้มข้น

โรงเรียนวันอาทิตย์ ไม่มีกำแพง ไม่มีหลังคา มีแต่ท้องฟ้ากับอากาศสดใส

สายๆของทุกวันอาทิตย์ เป็นวันที่โรงเรียนพิเศษแห่งนี้เปิดทำการ
จะเรียกว่าโรงเรียนเรียนพิเศษก็คงไม่ผิด เพราะโรงเรียนนี้ช่างพิเศษซะจริงๆ
ความพิเศษไม่ธรรมดานั้นเริ่มตั้งแต่ ห้องเรียนริมน้ำ ไม่มีกำแพงไม่มีกระดานดำ
นักเรียนก็มีตั้งแต่ ป.1ไปจนถึง ม.1คุณครูก็มีตั้งแต่อายุ 17 ไปจนถึง 71 ขวบ
วิชาที่เรียนก็มีไปตั้งแต่ เลข อังกฤษ ไทย ศิลปศึกษา
แต่ครูใหญ่ของโรงเรียนย้ำเสมอว่า วิชาหลัก ก็คือวิชาศีลธรรมและจริยธรรม
เด็กๆที่มาเรียนส่วนใหญ่คือเด็กที่อาศัยอยู่ในละแวกชุมชนคลองหลอด
เด็กบ้างคนผู้ปกครองก็ขายอาหารเป็นรถเข็นอยู่ละแวกนั้น
พ่อแม่เด็กๆส่วนใหญ่ส่งเด็กมาเรียน บ้างก็ช่วยดูแลรถของครูอาสาที่มาจอดให้ด้วย
โต๊ะและเก้าอี้ที่เรียนกัน พ่อของเด็กคนหนึ่งซึ่งขายก๋วยเตี๋ยวริมฟุตบาธ
ก็อนุญาตให้เรายืมใช้สถานที่กันได้ ด้วยเห็นความตั้งใจดีและประโยชน์ที่เด็กๆได้รับ
โดยทางกลุ่มซ.โซ่ ไม่เคยเรียกเก็บสตางค์ค่าใช้จ่ายใดๆ
ครูปู่ซึงเป็นแกนนำกลุ่มซ.โซ่เล่าว่าแกเป็นครูมาก่อนสอนหนังสือมาตลอด
เมื่อเกษียณจากราชการจึงยังคงสอนเด็กๆในละแวกบ้านซึ่งเป็นเด็กหลากหลาย
รูปแบบ เด็กๆส่วนใหญ่ยากจนและบางรายก็ขาดการดูแลที่ดีจากผู้ปกครอง
ส่วนด้ายเงินทุนทางกลุ่มก็ออกสตางค์กันเอง โดยไม่ได้มีการขอทุนจากองค์กรใดมาสนับสนุน
...
ด้วยความสงสัยใคร่รู้ว่าโรงเรียนของครูปู่นั้นเป็นอย่างไรกันแน่
สายๆของวันอาทิตย์วันหนึ่ง จึงได้แวะไปเป็นครูสมัครเล่นซักหน่อย
ถึงจะได้มีโอกาสไปเพียงไม่กี่ครั้ง แต่ทุกๆครั้งที่ไปโรงเรียน
แม้จะอาสามาเป็นคุณครู แต่ในขณะเดียวกันก็ได้เรียนรู้อะไรมากมายจาก
ห้องเรียนนี้ เราได้เรียนรู้ว่า จริงๆแล้วที่นี่ไม่มีครูและนักเรียน
แต่เราทุกคนมาเรียนรู้บางอย่างจากกันและกัน เราต่างก็เป็นนักเรียน
...
ในความคิดเห็นข้าพเจ้าคิดว่าเด็กกทม.อาจแบ่งอย่างหยาบๆออกได้เป็น 2 พวก
คือ เด็กขาด และ เด็กเกิน
เด็กที่ขาดก็มีหลากหลายรูปแบบและระดับของการขาด ขาดทรัพย์
ขาดการเอาใจใส่ ขาดความเข้าใจ ขาดผู้ดูแล ขาดความอบอุ่น ขาดความรัก
เด็กที่เกิน ก็เช่น กินมากเกิน สบายมากเกิน เล่นมากเกิน ถูกตามใจมากเกิน
ซึ่งตัวข้าพเจ้าจัดอยู่ในประเภทหลัง ข้อเสียของเด็กเกิน ก็คือ
การได้อะไรมาง่ายๆเสมอ ดังนั้นจึงไม่ค่อยเห็นคุณค่าของสิ่งที่ได้มาอย่างง่ายๆ
และไม่รู้จักความพอดี หากพวกเค้าถูกดูแลอย่างไข่ในหิน
และไม่เคยพบเจออีกด้านของสังคมที่ถูกพ่อแม่ป้องกันเอาไว้
เด็กๆเหล่านี้จะไม่เคยรู้ว่าตัวเองโชคดีแค่ไหนกับสิ่งที่ได้รับ
และไม่ตระหนักถึงพลังในตนเองที่สามารถแบ่งปันให้กับเพื่อนที่ขาดได้
ส่วนเด็กที่ขาด ซึ่งข้าพเจ้าก็เพิ่งจะเคยได้มีโอกาสเริ่มเข้าใจมากขึ้นก็วันนี้เอง
ในแต่ละครั้งที่ไปร่วมกิจกรรมก็ทำให้ได้รู้จักกับเด็กที่ขาดในหลายระดับ
เด็กที่ขาดทรัพย์แต่ก็ยังมีความอบอุ่น เด็กที่ขาดการดูและอย่างสมควร
แม้จะมีอายุเพียง4ขวบ แต่การพูดจาก้าวร้าว ด่าทอต่อยตีกันแรงๆ
สะท้อนให้เห็นถึงวิธีการเลี้ยงดูของผู้ปกครอง และตัวอย่างที่ทำให้เด็กทำตาม
ไปจนถึงเด็กที่ขาดซึ่งทุกๆอย่าง อย่างเช่น
เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่เคยเป็นลูกศิษย์ครูปู่มาตั้งแต่เล็กๆ
แต่ตอนนี้เติบโตเป็นเด็กหนุ่มอายุ 18 แล้ว
ตอนที่เด็กหนุ่มคนนี้เดินเข้ามาและยกมือไหว้ครูปู่ มือข้างหนึ่งถือถุงพลาสติก
ใส่กางเกงยีนส์ตัวเดียว ทำให้เห็นถนัดว่า ตามตัวนั้นนอกเหนือไปจากรอยสัก
รูปต่างๆแล้ว เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจำนวนมาก
ซึ่งมีระยะเว้นและขนาดเท่าๆกัน ทำให้พอรู้ได้เลยว่าน่าจะเกิดจากการทำร้ายตัวเอง
เด็กหนุ่มพูดด้วยสีหน้าที่ไม่บ่งบอกอารมณ์ใด
ว่าเพิ่งกลับจากไปเยี่ยมเพื่อนซึ่งตีกันจนนอนอยู่ที่โรงพยาบาล
แรกเลยนั้นบอกตามตรงว่าก็รู้สึกว่าหากเจอคนเช่นนี้ตามถนน
ก็คงไม่อยากจะเข้าไปใกล้ หรือรู้สึกหวาดกลัว
เด็กหนุ่มจากไปหลังจากอยู่ให้ครูปู่ทักทายถามเกี่ยวกับเรื่องการงานและอบรมนิดหน่อย
...
ครูปู่เล่าให้ฟังว่า เด็กคนนี้มีกัน 4 คนพี่น้อง แต่ละคนมีพ่อไม่ซ้ำกันเลยเพราะ
แม่เปลี่ยนผัวไปเรื่อยๆ และไม่ดูแลลูกเลย ตอนนี้แม่ไม่รู้หายไปอยู่ที่ไหนแล้ว
ลูกๆก็ไปกันคนละทิศละทาง ติดยาบ้าง ฟันแทงกันบ้าง
ครูปู่บอกว่าเด็กพวกนี้มันไม่กลัวตำรวจหรอก มันดูรู้หมดว่าใครเป็นตำรวจ
แต่มันกลัวครูปู่ เราก็พยายามสอนได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้
แค่สอนอาทิตย์ละหนึ่งวันมันน้อยเกินไป เค้าต้องอยู่กับครอบครัวอีก6วันที่เหลือ
ครูปู่ก็บอกว่ายังไงๆซะถ้าไม่มีตังค์กินข้าวก็ให้มาบอกครูปู่
...
ถึงกับอึ้งไปในเรื่องราวที่เพิ่งฟังจบ
...
หนังสือพิมพ์บ้านเรามักชอบลงข่าวการตีกันแทงกัน ทำร้ายร่างกาย ฆ่ากันตาย
ผู้คนส่วนมากก็อ่านแล้ว ก็พูดกันเพียงว่า ต๊ายทำไมพวกนี้มันเลวอย่างนี้เลวอย่างนั้น
แล้วได้อะไรนอกจากความสะใจในการอ่านบ้างหรือไม่
แล้วมีใครซักกี่คนเคยได้เข้าใจถึงเหตุปัจจัยที่แท้ของเรื่องราวทั้งหมด
หากเราลองนึกภาพว่าเราเติบโตมาในสภาพอย่างเด็กคนนั้น
เค้าไม่เคยได้รับความรักจากพ่อแม่ ไม่มีการดูแลเอาใจใส่ ไม่เคยได้ความอบอุ่น
ไม่เคยพบความสว่าง หากต้องเติบโตมาในความมืดมิดอย่างนั้น
เค้าจะรู้จักความสว่างได้อย่างไร สิ่งที่เค้าทำลงไป เรียกได้ว่าเป็นความเลวอย่างบริสุทธิ์
และถึงแม้คนที่เลวที่สุดเค้าก็ยังต้องการความรักคาวเข้าใจไม่ต่างไปจากคนทั่วไป
...
โรงเรียนแห่งนี้สอนให้เราได้เข้าใจเด็กๆที่ขาดเหล่านี้มากขึ้น
ซึ่งทำให้ยิ่งเห็นถึงความสำคัญของการช่วยกันเติมเต็มความรักความเข้าใจ
ให้พวกเค้าเท่าที่พวกเราสามารถจะทำได้ด้วยความเต็มใจอย่างยิ่ง
และยังทำให้เราสำนึกในความโชคดีของตัวเอง
เมื่อเรามีมากเกินแล้วเหตุใดเราจึงจะไม่แบ่งปันให้กับคนที่ขาดเล่า
...
โรงเรียนของกลุ่มซ.โซ่ ซึ่งมีครูปู่และครูจิ๊บเป็นแกนนำ ร่วมกับน้องๆกลุ่มเพราะรัก
มีกิจกรรมปรกติก็คือ ทุกๆเช้าวันอาทิตย์ 9.00น.-11.00น.
จะทำการสอนที่บริเวณริมคลองหลอดหลังโรงแรมรัตนโกสินทร์
ย่านอนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย และช่วงบ่ายจะย้ายไปทำการสอนให้กับเด็กๆ
ที่บ้านภูมิเวท ซึ่งเป็นสถานแรกรับเด็กเร่ร่อนชาย
ต้นปีหน้า มีโครงการที่จะขยายการสอนในวันเสาร์ด้วยซึ่งจะไปสอนโรงเรียนเด็กตาบอด ทางกลุ่มเปิดรับอาสาสมัครที่สนใจสามารถเข้ามาร่วมกิจกรรมกับทางกลุ่มได้เสมอ
...
การจุดไฟแม้จะเป็นไฟดวงน้อยๆแสงริบหรี่เพียงใดก็ตาม มีค่ายิ่งใหญ่เสมอสำหรับสถานที่อันมืดมิด

วันอังคาร, ธันวาคม 19, 2549

a poem of my day


You smiled and talked to me of nothing
and I felt that for this I had been waiting long.


Stray Birds

Rabindranath Tagore

วันอาทิตย์, ธันวาคม 17, 2549

.



ก็เพียงม่านบังตา

"เรื่องเล่าหนึ่งในอิสลาม กล่าวถึงชายผู้หนึ่ง ซึ่งถามเพื่อน ๓ คน ว่าหากเขาตาย เพื่อนจะช่วยอะไรเขาได้บ้าง คนแรกตอบว่าจะเตรียมโลงและผ้าห่อศพให้ คนที่สองตอบว่าจะช่วยแบกโลงไปที่หลุมฝังศพ ส่วนคนที่สามตอบว่าจะลงไปอยู่เป็นเพื่อนในหลุมฝังศพและช่วยตอบคำถามต่อเทวทูต เพื่อนทั้งสามคนเป็นดังอุปมาของสิ่งที่ติดตามตัวเราไปได้เมื่อตายแล้ว เพื่อนคนแรกคือทรัพย์สินเกียรติยศ เพื่อนคนที่สองคือครอบครัวญาติพี่น้อง ส่วนเพื่อนคนสุดท้ายก็คือ อาม้าล หรือกรรมดีกรรมชั่วนั่นเอง ความตายในอิสลามก็มิใช่ความตายเชิงปัจเจก หากยังมีความอยุติธรรมในสังคม มีความบีบคั้นเบียดเบียน ชาวมุสลิมย่อมไม่อาจดูดายได้เช่นกัน ดังถ้อยคำในพระคัมภีร์ที่ว่า “จะเข้านอนได้อย่างไร หากเพื่อนบ้านยังหิวอยู่” "

อ่านบทความทั้งหมดที่ http://jitwiwat.blogspot.com/2006/09/blog-post_24.html

เมื่อก่อนเราเป็นคนที่ไม่เคยได้มีความรู้เรื่องหลักคำสอนของชาวมุสลิมเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาที่ได้มีโอกาสลงไปสงขลาและพบกับน้องๆกลุ่มเยาวชนใจอาสาซึ่งทำงานลงพื้นที่ลงไปให้ความช่วยเหลือทางจิตใจกับชาวบ้านที่ได้รับความบาดเจ็บ หรือแม้กระทั่งคนในครอบครัวเสียชีวิต โดยไม่ได้ทำอะไรผิดอย่างที่โดนกล่าวหา นับเป็นครั้งแรกที่ได้มีเพื่อนๆเป็นชาวมุสลิม และได้เห็นว่าเราก็เหมือนกันนั่นเอง หลังจากนั้นจึงได้เริ่มมีโอกาสอ่านบทความหรือคำสอนในอัลกุรอานบ้างถึงจะไม่มากนัก แต่ก็ทำให้รู้สึกว่าชาวมุสลิมมีหลักคำสอนที่น่ายกย่องเป็นอย่างมากและเป็นหลักคำสอนเพื่อความสงบสุขของสังคมไม่ต่างไปจากคำสอนของพุทธศาสนา
ในความเห็นส่วนตัวแล้วอยากให้ทุกคนไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด หรือแม้แต่คนที่ไม่ระบุตัวเองว่านับถือศาสนาใดอย่างเช่นตัวเราก็ตามเปิดใจเพื่อที่จะศึกษาวิถีความคิดของคนในศาสนาอื่นๆบ้าง น่าจะทำให้เรามีอัตตาเล็กลงรวมถึงเข้าใจกันและกันมากขึ้น ซึ่งความเข้าใจซึ่งกันและกันนั้นน่าจะเป็นบ่อเกิดแห่งสันติภาพอย่างแท้จริง

หากใครอยากติดตามข่าวสารความเป็นไปของภาคใต้ขอแนะนำ เว็บไซด์ศูนย์ข่าวอิศรา อีกที่ที่อาจจะได้รับรู้เรือ่งราวอย่างที่เป็นไป
http://www.tjanews.org/cms/
ปล.น้องๆชาวเยาวชนใจอาสาสู้ต่อไปน่ะจ๊ะ คงจะได้เจอกันอีกแน่เร็วๆนี้

วันพฤหัสบดี, ธันวาคม 14, 2549

ได้รับแล้วน่ะ

ทุ่งแสลงหลวง
by nattapong
10-12-2006

ซึ้งใจมากๆ กับโปสการ์ดภาพสีน้ำที่เพื่อนตั้งใจวาดเองส่งมาให้
ทั้งที่ไม่เคยเอ่ยขอ แต่เพื่อนยังอุตส่าห์ใส่ใจกับสิ่งที่เราชอบ
แล้วก็ตั้งใจจริงๆ ภาพนี้สวยและมีชีวิตมากจริงๆ
ยังรู้อีกว่าเพื่อนเคยพยายามส่งมาหลายทีแต่ส่งมาไม่ถึง
น้ำใจและความรู้สึกดีๆอันนี้จะไม่ลืมเลือนเลย
ขอบคุณกับความรักความห่วงใยและหวังดีที่มีให้เสมอ
ขอโทษถ้าเคยได้ทำให้เพื่อนเสียใจอะไรไป
ภาพสวยอย่างงี้ขอให้คนวาดมีความสุขมากๆจ๊ะ

วันเสาร์, ธันวาคม 09, 2549

Beginning Anew

มองเห็นชั้นมั้ย มุมซ้ายๆ ฮิ ฮิ
3 ธันวาคม 2549

เป็นค่ายแรกที่ไปแล้วตั้งแต่วันไปจนวันกลับแทบไม่ได้เปิดปลอกปากกาออกเพื่อขีดเขียนอะไรซักอย่าง แล้วก็ไม่ได้ถ่ายรูปซักใบ
ส่วนหนึ่งก็เพราะมีอะไรทำตลอดเวลา หรือไม่จริงๆแล้วก็เพราะรู้สึกว่าแค่ ณ ขณะปัจจุบันตรงนั้นก็พอแล้ว :)
โดยส่วนลึกแล้วกิจกรรมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการภาวนา นั่งสมาธิ เดินจงกรม ฟังธรรมะบรรยาย แลกเปลี่ยน ลงพื้นที่ย่ำดิน ทำอิฐ หรือแม้กระทั้งล้างจาน
ทำให้รับรู้ถึงความใสและขุ่น วุ่นและว่าง ค้างและคลาย วนเวียนสลับกันไปมา หรือบางทีแทบจะเป็นหนึ่งเดียวกัน
ฉันรู้ว่าฉันเข้าใจ แต่ยังไม่ยอมรับมัน หรือเปล่าน่ะ?
ไม่ใช่ใครที่ทำให้ฉันผิดหวัง หรือเสียใจ
แต่เป็นความคิดหรือภาพที่ฉันสร้างขึ้นมาเองที่ทำร้ายใจ
ฉันอยากที่จะเข้าไปอยู่ในเนื้อหนังมังสาของเธอ
เพื่อที่จะเข้าใจเธอ และยอมรับเธออย่างที่เธอเป็น
ฉันอยากจะขอบคุณเธอ และขอโทษเธอในเวลาเดียวกัน
ฉันอยากจะปล่อยเธอไป เพื่อที่เราจะมีกันและกันตลอดไป
ยิ้มและความปราถนาดีของชั้นมีไว้เพื่อให้เธอเสมอ
คิด ว่า รัก