วันเสาร์, เมษายน 28, 2550

วันพฤหัสบดี, เมษายน 26, 2550

แมงกระพรุนยักษ์


ตื่นเต้นไม่น้อยเลยเมื่อถึงนาทีที่จะต้องก้าวขึ้นไปบนเวที
นี่เราได้ขึ้นเวทีเดียวกับเจนิเฟอร์ คิ้ม พี่ฮาร์ท เบน ชลาทิศ ไอซ์ ศรันยู
และอีกหลายนักร้องฮิตของเวลานี้เลยทีเดียว
แม้ว่าจะแค่ขึ้นไปจัดโคมไฟประกอบฉากก็เหอะ
ตลกตัวเองที่ตื่นเต้น ฮา ไม่ได้ขึ้นไปร้องเพลง แต่ตอนก้าวขึ้นเวทีก็แอบตื่นเต้น
จะตื่นเต้นทำไม ก็ม่ายรู้ ฮ่าๆ
ไม่อยากจะเป็นโรคเพอร์เฟคชั่นนิส แต่พอเห็นงานมันเป็นแบบ เกือบๆ อีกนิดๆ
ก็อดหงุดหงิดใจไม่ได้กับงานที่ยังไม่เนี๊ยบสมใจ แต่ทุกอย่างก็วิ่งแข่งกับเวลาซะจน
ต้องเรียนรู้การทำใจให้รู้จักพอมากกว่า ว่ามันดีที่สุดได้เท่านี้สำหรับเวลาสั้นขนาดนี้
แค่นี้ก็อดหลับอดนอน หลายวันหลายคืน
ผลพลอยได้คือ ได้ดูคอนเสริตรอบซ้อมใหญ่ ชนิดติดขอบจอ
บวกกับความสนุกสนานในการทำงานกับเพื่อนๆ
แจ๋ว

วันอาทิตย์, เมษายน 22, 2550

หรือว่าอากาศร้อนเกินไป

ในวันที่อากาศร้อนอบอ้าว

คนหนึ่งเดินมาพร้อมแจกันแล้ววางไว้กลางโต๊ะ

อีกคนหนึ่งเอาน้ำมาเติมลงไป

ตามอุดมคติอีกคนน่าจะเอาดอกไม้มาปัก ห้องที่อึดอัดคงจะสว่างไสวขึ้น

แต่ไม่มีอะไรเหมือนในอุดมคติเสมอไป

อีกคนเดินมาปัดแจกันตกโต๊ะ แจกันแก้วแตก น้ำหกเลอะนองพื้น

ตามตรรกะอีกคนน่าที่จะเอาผ้ามาเช็ดและกวาดเศษแก้วแตก

แต่บางทีอะไรก็ไม่เป็นอย่างที่ควรจะเป็น

อีกคนเดินมาบอกทุกๆคนว่าได้เวลาอาหารแล้ว

จำเป็นมากที่เราจะต้องกินเข้าไป

ก็เลยจัดแจงเอาอาหารมาจัดไว้บนโต๊ะแทนที่แจกัน

เพราะคิดว่าดอกไม้ไม่สำคัญเท่าอาหาร

แต่ใครจะเดินมานั่งกินข้าวบนโต๊ะที่รอบๆมีแต่เศษแก้วแตกกับน้ำเปียกนองพื้นล่ะฟ่ะ

วันศุกร์, เมษายน 20, 2550

And we meet again

Years gone by and today we meet again.

It's not that I'm still in love with you but it's delicate.
I can't find a right word to explain how I feel seeing you not so fine like this.
Though I wish I could do anything to release your stress or ease your troubles,
I do not know how can I do such a thing.
And I know it's a hard time for you.

But I can't be there.
And you can't be here.

It's not that I'm still in love with you but I do care.

It's delicate.

วันพฤหัสบดี, เมษายน 19, 2550

แก้วเก่า หมาเน่า คนเหงา

กลายเป็นความเคยชินไปโดยไม่รู้ตัวว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่ตัวเองจะต้องแวะไปหาเพื่อนสองคนอยู่ทุกๆวันก่อนกลับเข้าบ้านในยามดึกดื่น ไม่เว้นแม้ซักวันเดียวก็ว่าได้ วันนี้ก็เช่นเคย เมื่อขับรถกลับบ้าน ไม่ได้หลงทางบนถนนอย่างที่เป็นบ่อยๆ แต่กลับหลงหายไปในความเวิ้งว้างข้างในแทน

วันนี้เพื่อนคนแรกไม่อยู่ที่เดิม ที่ๆเค้าเคยอยู่ เพื่อนที่ว่าก็คือเจ้าหมาดำไร้บ้านนั่นเอง หากใครแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนบล็อคนี้ตั้งแต่สมัยก่อนยุคหิน ก็อาจจะเคยพอคุ้นๆ กับเรื่องที่เราเคยเขียนถึงเจ้าเพื่อนคนนี้ เค้าคือเจ้าหมาดำ ชอบเห่าดังลั่นน่ากลัว เราเองถือตัวว่าเป็นเพื่อนซี้เค้า ยังไม่กล้าเดินใกล้เลย แต่ทุกๆค่ำคืนที่ขับรถกลับบ้าน เราจะต้องจอดขอผ่านทาง ห้องนอนแสนสุขกลางถนนในซอยของเจ้าหมาน่อย อย่างสำนึกว่า เพราะเราผิดเองที่กลับดึกเกินเวลา เลยต้องรบกวนเวลานอนของเค้า ก็เป็นอย่างนั้นทุกวันที่จะจ้องจอด หยุด ปิดไฟหน้ารถไม่ให้แสบตาเค้า เค้าก็จะค่อยๆลุกขึ้นเดินช้า ช้า ชิว ชิวไปหลบข้างทาง เราก็ผ่านไป จึงค่อยเปิดไฟหน้ารถได้อีกครั้ง.......แต่วันนี้แปลกจริงๆ ไม่รู้ว่าดึกแล้ว เค้าหายไปไหนน่ะ

แต่เพื่อนอีกคน เพื่อนคนนี้มั่นใจได้ว่าเค้าจะรอ รออยู่ตรงที่เดิมเสมอ ไม่เคยไปไหน เค้าจะรอทักเราถึงหน้ารั้วบ้านเชียวหล่ะ เค้าก็คือเจ้าต้นแก้วยักษ์เหนือบ่อเลี้ยงเต่าที่โผล่ออกมาจากรั้วของป้าพิมคุณป้าข้างบ้าน ถึงคนอ่านอาจจะเบื่อที่กำลังจะขอสาธยายได้ แต่ก็ขอซะหน่อย จะบอกว่าไม่ได้โม้น่ะครับ เพื่อนเราคนนี้เจ๋งสุดๆ เราไม่เคยเห็นต้นแก้วที่ไหนจะสูงใหญ่เท่านี้ กะจากสายตาน่าจะประมาณ 6 เมตรได้ จำได้ว่าเห็มาตั้งแต่ตัวเองจำความได้เลยทีเดียว ยังไม่พอ เราไม่เคยเห็นต้นแก้วที่ไหนจะออกดอกไม่เกรงใจใครขนาดนี้มาก่อน เวลาเค้าออกดอกที บานพอๆกับซากุระ เดาเอาเองว่าอาจจะงอกงามได้ขนาดนี้เพราะปุ๋ยมูลเต่าเพื่อนของเจ้าแก้วอีกที สีขาวของเจ้าดอกแก้วขาวจนเหมือนอยากจะท้าทายความมืดของกลางคืนยังไงยังงั้น กลิ่นของเค้าที่บานทีล่ะเป็นพันๆดอกทำให้ลอยไปไกลเป็นสิบๆเมตร ยังขอย้ำว่าไม่ได้โม้จริงจริ๊ง ทุกๆวันไม่ว่าจะกลับบ้านเวลาไหน ขณะที่จอดรอประตูบ้านเปิด ก็จะต้องส่งสายตา ส่งใจไปคุยทักทายเพื่อนซี้คนนี้
เพื่อนคนนี้เค้ามีทั้งความเปราะบางและความไม่เคยท้อถอยอยู่ในตัวเอง คือแม้ว่าดอกแก้วนั้นจะเป็นดอกไม้ที่บอบบางมากและก็มีช่วงที่ได้สดใสเพียงสองค่ำคืน ในคืนที่สาม แค่ลมที่พัดผ่านมาบางๆ เจ้าดอกแก้วก็จะพร้อมใจกันละจากช่อลง แต่เค้าก็ไม่เคยย่อท้อ กลับเหมือนจะยิ่งพยายามออกดอกให้มากยิ่งกว่าเดิมในเพียงอีกสาม สี่ สัปดาห์ต่อมา ที่รักเจ้าต้นแก้วมากที่สุดก็คงจะเป็นตรงที่ เค้าอยู่ตรงนั้นเสมอๆ เพื่อนคนนี้นี่เองที่คอยส่งกลิ่นทักทายเรา คอยส่งความเขียวขจีของหมู่ใบมาให้เย็นสายตา มนุษย์กลางคืนกลับบ้านยามวิกาล ยามที่ชาวบ้านต่างหลับไหลกันหมดแล้วอย่างเรา

ค่ำนี้หลังจากหลงทางในใจ และขับไปบนเส้นทางเดิมๆ จนแล้วจนรอดก็พาตัวเองมาถึงหน้าประตูบ้านได้ ก็ต้องแปลกใจ วันนี้แปลกจริง เพื่อนซี้คนแรก กำลังยืนอยู่ข้างๆเพื่อนซี้คนที่สอง อดโมเมไปเองไม่ได้ว่ามารอเราใช่มั้ยล่ะ อดคิดเอาเองไม่ได้ว่าเพื่อนช่างรู้ใจจริงๆ ว่าเราต้องการพวกเค้าในค่ำคืนแบบนี้ วันนี้เจ้าหมาดำคงเหงาเหมือนเราเลยมาเดินเล่นนวยนาดอยู่จนดึกดื่น และเจ้าต้นแก้วยักษ์ก็ดูไม่สดใสเท่าไหร่ ที่พื้นเกลื่อนไปด้วยกลีบดอกร่วงโรยของเค้า อดที่จะยิ้มๆ กับวันพิเศษนี้ไม่ได้ ถึงจะเหนื่อยล้ายังไง แต่พวกเค้าก็มารอเราอยู่


วันที่ไม่สดใส เพื่อนยังเป็นกำลังใจให้กันเสมอ
จะมีอะไรดีกว่านี้ได้อีกน่ะ

ปล.ขณะที่นั่งเขียนบล็อคอยู่นี้ ก็ดีใจจริงๆที่ในที่สุดก็รู้เท่าทันความอ่อนไหวสุดเหวี่ยงชนิดไร้สาเหตุในวันนี้ของตัวเองได้......จะอะไรได้อีก ไม่พ้นเจอฮอร์โมนเล่นงานอีกแล้วสิเรา อามิตตาพุทธๆ เฮ่อ เจอกันเดือนล่ะครั้งพอน่ะ อ่อนไหวมากกว่านี้ม่ายหวายแล้ววววววววววววววววว

วันพุธ, เมษายน 18, 2550

A dream at night

fools me

Its' words,
whispered
and shouted

Its' vision,
uncensored

Its' joke,
shed my tears
and shook my heart

Its' visit,
flashed

A naked victim,
I am.

Can I wear a gun while I sleep?

วันอาทิตย์, เมษายน 15, 2550

Languages of the same truth

What is the mirror of Being? Non-being.
Bring non-being as your gift,
if you are not a fool.
: Jelaluddin Rumi
from Rumi Daylight
What we call non-living makes what we call living beings possible.
If we destroy the non-living, we also destroy the living.
: Thich nhat hanh
from The Diamond that cuts through illusion

วันเสาร์, เมษายน 14, 2550

Gatekeeper


Well its time to begin as the summer sets in

It's the scene you set for new lovers

You play your part painting it a new start

But each gate will open another

June July and August said

"Its probably hard to plan ahead"

June July and August said,

"Its better to bask in each other"

Gatekeeper seasons wait for your nod

Gatekeeper you held your breath

Made the summer go on and on

Well they tried to stay in from the cold and wind

Making love and making dinner

Only to find that the love the grew in the summer

Froze
February April said

"Don't be fooled by that summer again"

February April said

"That half of the year, we'll never be friends"

Gatekeeper seasons wait for your nod

Gatekeeper you your breath and made winter go on and on

Gatekeeper Gate keeper Gate keeper

Seasons wait for your nod


:Feist

let it die

วันศุกร์, เมษายน 13, 2550

me and my role model



"อย่าดูหมิ่นในกุศลธรรม
แม้เพียงเล็กน้อย"
...........................
"ทำเพราะว่ามันถูกต้อง
ไม่ใช่ทำเพราะเห็นว่ามันจะสำเร็จเท่านั้น"
พี่รสนา

วันพุธ, เมษายน 11, 2550

ปลาดุก ช่างซ่อมส้วม คนทาสี และอาสาสมัครหลักลอย

เวลาคนถามว่าตอนนี้ทำอะไรอยู่ บอกไม่ถูกไม่รู้จะตอบว่าทำอะไร เพราะไม่ได้ตอบง่าย เช่น เป็นหมอ ตำรวจ พนักงานบริษัท
มานึกสงสัยว่า อาชีพ ในสังคมนี้มันก็มีหลากหลายกว่าที่เราคิดหรือเปล่า
เมื่อวานข้าพเจ้าได้พบคนที่มีอาชีพแบบที่ข้าพเจ้าไม่คุ้นเคยหลายคนที่น่าสนใจเลยเก็บเอามาเล่าให้ฟัง อาชีพแรก เป็นปลาดุก ฟังไม่ผิด ปลาดุกนี้เพิ่งสังเกตุว่าวิธีการทำมาหากินของมันต่างจากปลาสวายมาก เวลาที่คนโยนขนมปังลงในน้ำ ปลาสวายจะโผมากระโดดขึ้นงาบขนมปัง ลำตัวมันจะฟาดน้ำดัง ป๊าป สไตล์ดุเดือดเลือดพล่าน แต่ถ้าเป็นปลาดุก มันจะว่ายมาในแนวดิ่งเกือบเก้าสิบองศา มาที่ขนมปังแล้วอ้าปาก ดูดขนมปังเข้าปากไปอย่างเงียบเชียบ ข้าพเจ้าว่ามันดูเท่จัง
อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าจะเขียนให้ตลกหรืออะไร เป็นเพราะเพิ่งจะได้อ่านหนังสือของท่านพุทธทาสเล่มหนึ่งที่ท่านเทศน์ในหัวเรื่อง ทำงานไปพลางตกนรกไปพลาง
ท่านพูดว่าคนมักทำงานไปพลางตกนรกไปพลาง ต้องอายแมว แมวมันทำมาหากินไม่เห็นเป็นทุกข์
ก็เลยว่าเออ จริงๆสัตว์มันก็ทำอาชีพ ทำมาหากินเหมือนกัน อย่างปลาดุก ผู้สุขุมลุ่มลึก เป็นต้น
อาชีพถัดมา คือ ช่างซ่อมห้องน้ำ
พี่คนนี้ครั้งแรกที่คุยโทรศัพท์กัน ขอสารภาพว่าตัวเองเผลอตัดสินเค้าไปตั้งแต่ยังไม่เจอตัว ว่าแกนิสัยไม่ดีแน่เลย
เนื่องด้วยพี่แกเข้าใจผิดคิดว่าเราหาว่าแกเป็นคนทำความสะอาดส้วม แกจะวางหูใส่เลย
แต่พอมาเจอตัวจริง แกทำให้เราทึ่งมาก เพราะความที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่างานซ่อมส้วมนี่มันละเอียด จุกจิก เอามากๆ เวลาที่แกพูดถึงงานซ่อมส้วม แกพูดเหมือนกำลังปั้นรูปปั้นเดวิค อะไรประมาณนั้นเลย
อย่างนี้เรียกว่าแกทำงานกับสุขาแล้วสุขจริงๆ ไม่ตกนรก
อาชีพที่ สาม
อาชีพคนทาสีเส้นแบ่งช่องจราจรบนถนน
ระหว่างที่ขับผ่านสะพานโค้งที่บรรดารถราขับกันเร็วหวือมาก ข้าพเจ้าสังเกตุเห็นคนงานหลายคนยืนทาสีขอบถนนกันอย่างแข็งขัน ดูแล้วเป็นอาชีพที่ลำบากมากทีเดียว ไหนจะเสี่ยงรถชน แดดเดือนเมษานี่ก็ใช่เล่นๆ แล้วยังเป็นอาชีพที่อาจไม่เคยมีใครนึกถึงมาก่อน
เออ ถนนมันจะสร้างแล้วมาพร้อมเส้นแบ่งได้ไง ก็ต้องมีคนมานั่งทาสีกลางแดดเสี่ยงรถชนอย่างนี้นี่เอง
แถมเมื่อข้าพเจ้าขับเลยมาไม่เท่าไหร่ ฝนก็เกิดเพี้ยนตกลงโคร่ม คนทาสีจะต้องเปียกชนิดไม่มีที่หลบทันแน่ๆ
อันนี้ไม่รู้ว่าเค้าจะทำงานไปพลางตกนรกไปพลางหรือไม่ วันหน้าหากมีโอกาสได้คุยก็จะสอบถามดูซักหน่อย
อาชีพสุดท้าย
ก็อาชีพอาสาสมัครหลักลอยอย่างเรานี่ไง ฮา
แน่ว่าอาชีพนี้ไม่ต้องทำงานไปพลางตกนรกไปพลาง
เพราะได้ทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อว่าก่อเกิดประโยชน์ ได้พบพานมิตรดีมากมาย
แถมยังได้ไปรู้จักคนซ่อมส้วม ได้ไปนั่งให้อาหารปลาในเวลาที่คนเค้านั่งกันในออฟฟิศ
มีข้อเสียก็คือไม่รู้จะตอบคำถามที่ว่าทำอะไรอยู่ให้มันฟังง่ายๆยังไง เพราะบางคนก็คงไม่ได้อยากฟังจริงๆ
แค่ตอบไปว่าเป็น ทหาร ตำรวจ นายแบงค์ก็คงจะดีกว่า
ว่าไป มัวแต่นั่งเขียนบล็อคทำไม ไม่ได้ทำอาชีพนักเขียนซักหน่อย
ต้องไปทำงานก่อนล่ะ บายๆ

วันอาทิตย์, เมษายน 08, 2550

เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย

จะดีหรือจะร้ายที่เกิด...กับฉัน
ก็เกิดไปแล้ว
ก็จบไปแล้ว

ไม่สำคัญอะไรเลย
ว่าจะเป็นดีหรือร้ายที่เกิด...กับฉัน

ก็มันมีอีกตั้งมากมาย
ก็มันมีอีกตั้งหลายผู้คน รวมถึง หมา มด นก แมลงสาบ อะมีบ๊า และอื่นๆ

ดี ร้าย ร้าย ดี ดี ดี ร้าย ร้าย ดี ร้าย ร้าย ดี ดี ดี ร้าย

ดีเฉยๆ
ร้ายเฉยๆ
ก็แค่นั้น

ถ้าจะให้ดี
ดีเป็นปุ๋ย
ร้ายก็เป็นปุ๋ย
สำหรับต้นไม้แห่งปัจจุบันขณะ

วันเสาร์, เมษายน 07, 2550

how lucky I have double birthday parties!

I feel warmth in the air around us tonight.
I feel joy in all your smilling faces tonight.
I feel compassion in laughs we shared tonight.
I feel sunshine in the song we sang tonight.
I feel love in "banh jui"you all baked for me tonight.
I feel something so far beyond I have ever expected tonight.
Thank you all my dear sisters and brothers

วันพฤหัสบดี, เมษายน 05, 2550

25th

p'jan,sister Niramisa,ying ying, p'poky,khun maesuwari,sister sikkakallaya, me, gioi, birthday cake, present and happiness
many thanks
many kisses
many hugs
to parents, sister, brothers and friends
for everyone even friends who forgot my birthday I know it doesn't mean you don't love me, right?
wish you all love and peace

วันอังคาร, เมษายน 03, 2550

การเสวนา ๓ ทศวรรษสายธารความคิด ติช นัท ฮันห์ กับสังคมไทย


วันศุกร์ที่ ๖ เมษายน ๒๕๕๐ เวลา ๑๓.๐๐ – ๑๗.๐๐ น. ณ ห้องประชุมย่อย ๑ (Meeting Room 1) ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

นับตั้งแต่ ติช นัท ฮันห์ พระภิกษุหนุ่ม ชาวเวียดนาม จำต้องอพยพ ออกจากแผ่นดินเกิด เพื่อลี้ภัยสงครามเมื่อ ๓ ทศวรรษก่อน ทำให้โลก และ สังคมไทย ได้รู้จักขุมทรัพย์แห่งปัญญา และความรัก อันรุ่มรวยของพุทธศาสนา ฝ่ายมหายาน โดยเฉพาะเมื่อมีการแปล ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ เป็นภาษาไทย เมื่อปี ๒๕๑๙ ในท่ามกลางยุคสมัยของการใช้ความรุนแรงต่อกัน ในนามของความแตกต่าง ทางอุดมการณ์ทางการเมือง ที่ช่วยสร้าง แรงบันดาลใจ แก่คนหนุ่มสาวจำนวนหนึ่งในยุคนั้น ให้สามารถหยัดยืน
ในการแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งด้วยศานติ ทั้งในระดับบุคคล และ โครงสร้างสังคม นับแต่นั้นมา งานเขียนของท่าน หลายสิบเรื่อง ได้ถูกแปลเป็น ภาษาไทย อย่างต่อเนื่องมาตลอด อาทิ เดิน วิถีแห่งสติ, ด้วยปัญญาและความรัก, ทางกลับคือการเดินทางต่อ เป็นต้น เกิดเป็นกลุ่มก้อนของผู้ศึกษางานของท่าน อย่างจริงจัง และแตกหน่อออกไปเป็น กลุ่มปฏิบัติการต่างๆ อันมีพื้นฐาน ของการภาวนา และรับใช้สังคมไปพร้อมๆ กันจำนวนมากมาย โดยกาลเวลาที่ผ่านเลย มากว่า ๓ ทศวรรษ มิได้ทำให้คุณค่าในงานของท่าน ลดน้อยถอยลงไป หากกลับยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น ในภาวะที่โลก ยังคงเป็นไปด้วยความอยุติธรรม และรุนแรงรูปแบบใหม่ๆ เคลื่อนจากความขัดแย้งทางอุดมการณ์ทางการเมือง มาเป็นการอ้างถึงความขัดแย้งทางอารยธรรมหรือศาสนาแทน
ดังนั้น จึงเป็นโอกาสดี ที่สังคมไทยควรจะได้กลับมา ทบทวนว่า เราได้เรียนรู้อะไร จากงานของท่าน โดยวิเคราะห์ ผ่านปรากฏการณ์ต่างๆ ตลอด ๓ ทศวรรษกว่าที่ผ่านมา และยังจะต้อง เรียนรู้อะไรอีกบ้าง เพื่อนำมาใช้ แก้ปัญหา ความขัดแย้ง และความรุนแรงต่างๆ ให้เหมาะสมกับยุคสมัยปัจจุบัน ไม่เฉพาะแต่ความรุนแรงใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้

ทั้งนี้ คณะผู้จัดงานได้เชิญผู้แปลงานเขียน หรือได้รับ แรงบันดาลใจ จากท่านอย่างสำคัญ มาร่วมเสวนา แบ่งปัน ประสบการณ์ และแลกเปลี่ยนความคิดร่วมกัน เพื่อกระตุ้นเตือน ให้สังคมไทยตระหนักว่า การแก้ไขความขัดแย้งด้วยศานติ เป็น หนทางไปสู่ความสงบสุขอย่างแท้จริง
ใน วันศุกร์ที่ ๖ เมษายน ๒๕๕๐ เวลา ๑๓.๐๐ – ๑๗.๐๐ น. ณ ห้องประชุมย่อย ๑ (Meeting Room 1) ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ผู้ร่วมจัดงาน : มูลนิธิโกมลคีมทอง, กลุ่มสังฆะแห่งสติ, สำนักพิพม์เคล็ดไทย, ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหิดล
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ มูลนิธิโกมลคีมทอง ๐๒-๔๑๒-๐๗๔๔กลุ่มสังฆะแห่งสติ ๐๘๖-๗๘๙-๗๐๗๐

กำหนดการเสวนา“๓ ทศวรรษสายธารความคิด ติช นัท ฮันห์ กับสังคมไทย”ณ ห้องประชุมย่อย ๑ (Meeting Room 1) ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์วันศุกร์ที่ ๖ เมษายน ๒๕๕๐ เวลา ๑๓.๐๐ – ๑๗.๐๐ น.

๑๓.๐๐ – ๑๓.๔๕ น.

ฉายวิดีทัศน์เรื่อง Going Home (การเดินทางกลับเวียดนามของท่าน ติช นัท ฮันห์)

๑๓.๔๕ – ๑๔.๐๐ น.

พักรับประทานอาหารว่าง

๑๔.๐๐ – ๑๗.๐๐ น.

เสวนา "๓ ทศวรรษสายธารความคิด
ติช นัท ฮันห์ กับสังคมไทย" โดยพระไพศาล วิสาโล ภิกษุณีนิรามิสา จากหมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศสคุณรสนา โตสิตระกูล ผู้แปลและศึกษางาน ติช นัท ฮันห์ คุณจิตร์ ตัณฑเสถียร นักธุรกิจผู้นำพุทธรรมมาใช้ในชีวิตประจำวัน คุณกนกวรรณ กนกวนาวงศ์ ดำเนินรายการ

วันอาทิตย์, เมษายน 01, 2550

เวียด ๆ ตอน ซินจ๋าวซือโก บั๊ดหงามาถึงแล้ว เย้

มาถึงก็สร้างบ้านก่อนเลย รื่นรมย์ใต้ร่มต้นกาแฟ

เสร็จไปหนึ่งหลังแล้ว

สองแรงเข็งขัน คนถ่ายรูปก็ อู้สิครับ


ฉันได้กลับมา กลับมาบ้านแล้ว



หายใจสิลูก




ทิวเขาที่วัดบั๊ดหงา





หลวงพี่ดอกบัวกับดอกกาแฟ



เป็นสุขในปัจจุบันขณะใต้เห็ดยักษ์
ในวัดมีเห็ดยักษ์ด้วยน่ะเนี่ยะ ไม่ใช่แค่ในโรงเรียนอนุบาล


ใกล้อีกนิด


ปลูกรัก


ของกำนัลแห่งจักรวาล ...


... สายลม แสงแดด และการตรากตรำทำงานหนัก


ยิ้ม


chuồn chuồn และ đom đóm


งานบวช เพลงแห่งความสุข และน้ำตาแห่งความยินดี


บั๊ดหงาในแสงยามเย็น


Collection of self pictures เที่ยวคนเดียวก็ได้เท่านี้หล่ะ

Me and eye liner
: a look of professional sellgirl, do I?

Me and the giant ice tea
:Bus stop, East of Amsterdam


Me and the flower market
:Amsterdam


Me and The Museum Boulevard, Berlin



Me and the bus stop logo
:Berlin



Me, My shadow and the bus stop
:Berlin



Me and the shopping street
:Berlin

perception and preconception

เมื่อไหร่ที่เราคิดว่าสิ่งที่เราคิดนั้นถูกต้องแล้ว
เมื่อนั้นเองที่เราอาจเริ่ม "ผิด"
และถ้าเรากระทำสิ่งใดที่อยู่บนพื้นฐานของความคิดที่เราว่าถูกต้องนั้น
อย่างเห็นเพียงแต่ว่ามันถูกทั้งหมด อย่างเห็นมันเป็นสีขาวสนิท
ก็เท่ากับเราเริ่มก่อสงครามขึ้นแล้ว
เพราะถูก ผิด ก็เป็นสิ่งสมมุติเท่านั้น
เป็นภาพลวงตา
อย่าแน่ใจในสิ่งที่เราคิดมากนัก
อย่าหลงลืมและหลับใหล
บอกตัวเองว่าเรายังโง่นัก
และเรายังต้องตื่นขึ้นเพื่อเรียนรู้ตลอดเวลา
ขอให้ข้าพเจ้าดำรงอยู่ท่ามกลางความไม่รู้แน่ชัดนี้ได้ อย่างสงบ และไม่ตัดสิน
มันไม่สนุกนัก แต่ว่าก็ท้าทายเลยทีเดียว

วันศุกร์, มีนาคม 30, 2550

ไดอารี่สไตล์ฮายาชิดะ

วันนี้ระหว่างนั่งประชุมก็ถามคนในแก๊งค์ว่าเราจะไปกินอะไรกันดี
ถึงจะไม่ค่อยหิวแต่ว่าเราอยู่ในแก๊งค์กินกระจายนี่น่ะ
เราคงจะต้องประกาศศักดาการกินของเราว่าเข้มแข็งแค่ไหน
ขึ้นชื่อว่าเป็นแก๊งค์กิน แต่ไม่เคยเข้าใจเลยว่าถามความเห็นคนในแก๊งค์ทีไรว่าอยากกินอะไรก็ได้แต่เบื้อใบ้ไร้ความคิดกันทุกคน เมื่อเย็นยังเซ็งเรื่องแครอทไม่หาย
ตอนใส่ผักลงในหม้อสุกี้ ก็แอบเล็งไว้แล้วว่าจะลวกแครอทที่มีอยู่แค่ 3 แว่นเพียงแว้บดียวเพื่ออนามัยที่ดี
แต่ไม่ควรทิ้งไว้ในหม้อนานเด็ดขาดจะทำให้เสียรสชาติและความกรอบไปจนหมดสิ้นไร้ศักดิ์ศรีและชาติสกุลของความเป็นแครอทจนไม่เหลือซาก แต่ก็มัวแต่พล่ามโน่นนี่กันจนลืมซะไปสนิท ปล่อยให้แครอทถูกต้มเปื่อยจนเละ เป็นเรื่องที่งี่เง่าสุดที่จะบรรยายจริงๆว้อย

วันจันทร์, มีนาคม 26, 2550

เวียด ๆ ตอน สไตล์ไซง่อน

แมงกะไซค์กะไซ่ง่อนเป็นของคู่กัน

บั๋นแซ่ว หรือที่บ้านเราเรียกขนมเบื้องญวน อร่อยเหาะ

ปอเปี๊ยะสด น้ำจิ้มรสเวียดนี่มีกลิ่นแปลกๆที่ไม่คุ้นลิ้นคนไทยเท่าไหร่


แฮงเอ้าท์ แบบเวียดๆ
น้ำชา มะพร้าว กาแฟเสอแด๊ แจ่แด๊ แค่นี้ก็สุขใจ

ออริจินัล มะพร้าวเวียด และหนุ่มเวียด
คุณถื่อเป็นคุณครูสอนภาษาเวียดคนแรกของเราก็ว่าได้ คอมหิว แควคอม ซินหลอย บาวงิว เติ๋นเต่ย แก๋มเอิง และอื่นๆอีกมากมาย


แฟชั่นสาวเวียด
จะครบชุดต้องมี หมวก แว่น ผ้าปิดปาก และถุงมือ

วันศุกร์, มีนาคม 23, 2550

หาย

ความเจ็บปวดหายไปไร้ร่องรอย
คงเพราะได้เข้าใจอย่างแท้จริงแล้ว
หากฉันทำสิ่งใดที่ทำให้เธอรู้สึกว่าอยากจะขอโทษฉันแม้ซักนิด
ช่วยลบความรู้สึกนั้นออกไป
เพื่อเป็นการยกโทษให้แก่ฉันเช่นกัน
ด้วยเหตุที่ฉันต้องทำให้เธอรู้สึกเช่นนั้น
เพราะในความเข้าใจอย่างลึกซึ้งนั้น
ไม่มีใครเป็นผู้กระทำ และไม่มีใครถูกกระทำ
ดังนั้นจึงไม่มีใครสร้างความเจ็บปวด และไม่มีใครต้องเจ็บปวด
เมื่อเข้าใจจึงเป็นอิสระ
เมื่อเข้าใจจึง หาย
เบา
สบาย

The Buddha is seen in the autumn leave.

ดอกกาแฟที่ร่วงหล่นกลายเป็นดาวบนผืนดินที่บั๊ดหงา
27 กุมภาพันธ์ 2550


2 มีนาคม 2550
ภาคบ่าย
สนทนาธรรม
...
ไม่ขอเรียกว่าคำคม แต่ขอเรียกว่า วาจาแห่งปัญญา
สมุดบันทึกวันนี้เป็นการรวบรวม วาจาที่ข้าพเจ้าได้ฟังมาจากเพื่อนร่วมกลุ่มสนทนาธรรม
โดยหลายคนได้ กล่าวยกวาจาที่แต่ละคนได้ฟังมาอีกที
แล้วได้พบแสงแห่งปัญญาภายในวาจาเหล่านั้น
ในมุมมองของแต่ละคน และนำมาแลกเปลี่ยนและแบ่งกันในสังฆะ
ในยามบ่ายๆใต้ชายคาศาลาในมุมสงบของวัดบั๊ดหงา
...
ของหญิง
ให้เราเป็นคนเลือกโอกาส อย่าให้โอกาสเป็นฝ่ายเลือกเรา
หลวงพี่นิรามิสา
...
ของนิ้ง
เริ่มต้นใหม่กับตัวเอง
หลวงพี่นิรามิสา
...
ของพี่โก๋
listen and do not re-act
หลวงปู่ ติช นัท ฮันห์
...
ของหลวงพี่พิทยา
เลือกสิ่งที่จะหล่อเลี้ยง รดน้ำเราให้เหมาะสม
หลวงพี่พิทยาเอง
...
ของจักร
เขียน journal อย่างเจริญสติ
หลวงพี่นิรามิสา
...

วันอังคาร, มีนาคม 20, 2550

Vietnam inside-in

24th-27th Febuary 2007

Unfortunately, I lost my Journal because of my forgivefulness.

28th Febuary 2007

:Morning
Are you sure?
...
Don't be so sure about what you are thinking.

:From The Orientation of the retreat
walking stable and light ...can you do that?

1th March 2007

:Morning
From Thay's Dharma talk

Sit still.

:Evening
We, the Sangkhajai, try to rewrite the sone " here is the pure land" in thai
But we totally fail! Anyway we enjoyed trying.

2ed March 2007

:5.30 am
We did sitting meditation together by the lake for 5 minutes.
I was so sleepy but I feel so peaceful and thankful for the time that had come for us to sit together like that,peaceful and beautiful moment.

:morning
Monastry, sisters and brothers chant the heart suttra in the meditation hall.

:and Practice Deep Listening to Thay's Dharma talk

here is what I lectured, well it's just some part of the whole.


"Practice relaxation.
when we talk we sit...when we relax the others around you will be relax too.
start from taking care of you body and then you can taking care of other people.
if we stress the other will stress by your words, behavior.
we have to learn the way to love others
all start from ourselves
if we're fall of anger, stress, irritations inside
you can not love others.
we have to love ourselves
be light.
today we will learn to love ourselves.
when we have worry, anger, stress, sadness, strong emotion
...how do you take care of it?
just come back to the present moment
be alive.
...how do you take care of it?
just like when you cut your finger by accident
the left hand will drop the knife and press on the wound of another hand

We have to recognise it.
How to deal with it?
mindfulness is the source of energy.
we cultivate the energy, freedom, stability by walking in mindful step.
mindful transform and change the energy of anger.

breathing in, I know my anger is rising.
breathing out, I'll be gentle to my anger and take care of it

We don't see anger as an enemy
anger is also friend.
no violence in mindfulness

our gentleness can penetrate to our anger
mindfulness can decrease the energy of anger,
decrease the pain, for those who practice.

to be mind ful is to be present.
if we lost we're forgetfulness.

to practice is to excite the second energy the positive energy to calm us from first energy, the fear, anger and strong emotion.

next step..
find the cause of the pain
look more deeply
usaully, our anger come from the wrong view , wrong perception.

We critisize
blaming them for our own suffering
just because we're unskillful
and we also make them suffer.

Practice compassionate listening
we won't react, critisize, blame
just listen to make them suffer less

though it will make us hurt but we continue listen.
and say please continue
please share
and we won't re-act right away
give them times and start to say to them
start from a bit
give them time to adjust

say could you please..
share your own suffering ....."

.....................................................................
to be continued
ps. I hope you all who read, didn't sleep while reading na hehehe

วันจันทร์, มีนาคม 19, 2550

Chapel of the Beguinage

Area around the Chapel of the Beguinage, Amsterdam, The Netherland

13 th March 2007,

ผ่านไปพบโบสถ์เล็กๆที่ตั้งอยู่บนถนนแคบๆแห่งหนึ่งหลบอยู่ในมุมสงบกลางกรุงอัมสเตอร์ดัมโดยบังเอิญ

โบสถ์เล็กๆที่ว่านี้รายล้อมด้วยบ้านแบบดัตช์ซึ่งเท่าที่มีป้ายเขียนบอกว่าเป็นกลุ่มละแวกที่ยังเหลือบ้านที่เก่าแก่มากๆ ตั้งแต่ ศตวรรษที่13 ซึ่งตัวบ้านบางหลังทำด้วยไม้ หาดูได้เพียง สองสามหลังที่หลงเหลืออยู่ ที่น่าสนในคือ ยังคงมีคนอาศัยอยู่กันต่อมาเรื่อยๆ สถาปัตยกรรมแบบดัตช์นี่ถือได้ว่าเป็นการออกแบบที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

เท่าที่รู้ก็อาจนับมาไม่ลึกมาก แต่ก็จะเก็บมาเล่าให้ฟังในครั้งต่อไป
กลับมาที่เรื่องของโบสถ์เล็กๆหลังนี้ดีกว่า
ตัวโบสถ์เดิมก็เคยเป็นไม้แต่ถูกไฟไหม้ไป และได้ถูกสร้างใหม่เป็นอิฐในเวลาต่อมา

วันนี้โบสถ์เปิดและถือว่าโชคดีมากเพราะว่าโบสถ์ไม่ได้เปิดให้คนเข้าชมทุกวัน

ก็เหมือนทุกๆครั้งที่ไปเยือนบ้านเมืองใดที่มีสถานที่ทางศาสนา ก็อดไม่ได้ที่จะเข้าไปสัมผัสความรู้สึกของการอยู่ในสเปซนั้นๆ

โบสถ์นี้เป็นโบสถ์ที่พิเศษที่สุดที่ข้าพเจ้าเคยเข้าไปเยือนโบสถ์คาทอลิคไหนๆในโลก

ไม่ใช่ด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมที่หรูหรา

ไม่ใช่ด้วยรูปสลัก หรือ ลวดลายบนหน้าต่างใดๆ

เพราะโบสถ์นี้ไม่มีสิ่งที่ได้กล่าวมาเลย

แต่ตรงข้ามคือดูธรรมดามากๆ
หากเป็นคนก็คงเป็นคนที่หน้าตาเรียบๆ
แต่ดูสงบเสงี่ยม ถ่อมตน และมีแววความใจดีในดวงตา
บางทีอาจจะมีเสียงพูดที่เบาเหมือนเสียงลมกระซิบ
(ถ้าจิตนาการเพ้อเจ้อมากไปก้ออย่าใส่ใจ แค่พยายามจอธิบายให้เห็นภาพกะบรรยากาศน่ะคับ)

ข้าพเจ้าเดินตรงไปตามทางที่สองข้างมีเก้าอี้ไม้ยาวสำหรับนั่งสวดมนต์

และหยุดเพื่อนั่งลงที่เก้าอี้ทางซ้ายมือ

สายตาหยุดลงที่ตัวหนังสือภาษาอังกฤษที่เขียนบนกำแพงโบสถ์

" Create in me a clean heart O God "

โดยไม่รู้ตัวและไม่ได้คิดว่าข้าพเจ้านับถือศาสนาใด

แต่ขณะที่ตามองและสมองอ่านตัวอักษรนั้น

ใจของข้าพเจ้าได้สวดอ้อนวอนไปตามนั้นจริงๆ

หลังจากได้นั่งอยู่ที่นั่นซักพัก

ก็ก้มลงอ่านเอกสารแผ่นหนึ่งที่ได้รับตอนผ่านเข้าประตูโบสถ์มา

เป็นเรื่องราวความเป็นมาของโบสถ์แห่งนี้ซึ่งมีความเก่าแก่มากทีเดียว

และบนแผ่นกระดาษทางด้านขวามีข้อความซึ่งข้าพเจ้าประทับใจอย่างมากเขียนไว้ว่า

"Within these walls let no one be a stranger"

ข้าพเจ้าเกิดคำถามบางอย่างในใจ

พวกเราจำนวนมากแปลและตีความสิ่งที่แต่ละศาสนาของเราสอนอย่างผิดๆ

นำพาให้เกิดความขัดแย้งและความรุนแรงมากมายขึ้นในโลก

หากเราศึกษาให้ถึงแก่นของศาสนาแต่ละศาสนาแล้ว

เชื่อว่าแท้จริงแล้วคงไม่มีศาสนาใดที่จะสอนให้เราต่อสู้กันเพื่อความเป็นตัวตนของเรา
ว่าเราถูกและคนอื่นผิด ว่าพระเจ้าของเรามีแต่ของท่านไม่ใช่
หรือคงไม่มีในคัมภีร์ใดสอนและอนุญาตให้เราทำร้ายคนในต่างศาสนา

ศาสนาอาจเปรียบเหมือนบ้านของพวกเราทุกคน

แต่เราต้องรู้จักจะใช้ประตูและหน้าต่างของบ้านเพื่อเข้าออกอย่างเป็นอิสระ

และเราต้องรู้ด้วยว่ายังมีบ้านอีกมากมายในชุมชนของเรา

และพวกเค้าต่างมีความต้องการพื้นฐานทางด้านจิตใจและทางกายไม่ต่างไปจากเรา

อย่าใช้บ้านของเราอย่างผิดๆ
อย่าใช้บ้านของเราเป็นป้อมปราการเพื่อการต่อสู้
อย่าใช้กำแพงบ้านของเราเป็นคุกกักขังตัวของเราเองเลย




วันอาทิตย์, มีนาคม 18, 2550

Journey outside-in

...
อำลาอัมสเตอร์ดัม
อาทิตย์ก็กำลังอำลาขอบฟ้า
เพื่อเจอกันใหม่พรุ่งนี้
...

ถึงจะเป็นการเดินทางลำพัง
แต่ก็ได้ผ่านพบ
หลากหลายผู้คน
ในหลายหลากสถานที่
ดี และไม่ดี ก็เกิดเป็นสิ่งดีที่เราได้เรียนรู้ทั้งนั้น
มีสมุดกับปากกาเป็นเพื่อนเดินทาง
มีหนังสือดีเหมือนมีครู
ได้อยู่กับตัวเอง และได้อยู่กับสิ่งรอบตัว
หายใจเข้า หายใจออก
ครั้งนี้ได้อยู่กับสิ่งที่อยู่ระหว่างทางเสมอๆ
มากกว่าอยู่กับการรอคอยให้ถึงจุดหมายปลายทางที่ใดที่หนึ่ง
การเดินทางที่ยาวนานคราวนี้
ได้เดินทางลึกเข้าไปภายในด้วย
เงียบจนได้ยินเสียงชัด
พบ เห็น เป็น คิด
แต่ก็ไม่เป็น ไม่คิด ไม่ตัดสิน ได้มากขึ้น
สีขาวกลับเทาขึ้น และสีดำก็เทาลง
ตัวตนเบาขึ้นหน่อย จึงลอยตัวออกมาได้ไกลขึ้น และเห็นกว้างกว่าเดิมอีกนิด
และเป็นปรกติกับสิ่งที่เกิดกับตัวเองมากขึ้น
แล้วยังเห็นสิ่งที่เกิดกับคนอื่นมากขึ้นด้วย
แน่ใจมากขึ้นอีกนิดกับทางที่คิดจะเดิน
นึกไปถึงเรื่องในหนังสือตอนหนึ่ง
มีคำพูดของอาจารย์เซนท่านหนึ่งที่กล่าวถามไว้ว่า
"เราจะเดินตรงไปบนถนนในภูเขาที่มีอยู่เก้าสิบโค้งได้อย่างไร"
และท่านก็เฉลยว่า "ก็เดินตรงไปตามทางโค้งสิเธอ"
อย่ามัวมองหาทางลัด หรือเดินไปตามทางที่เราไม่เชื่อ
การเดินไปตามทางที่เรารู้ดีแก่ใจแล้วป็นทางที่ใช่
ย่อมทำให้เราไม่คิดถอยกลังกลับแม้ว่าทางจะไกลและคดโค้ง
และแม้เราอ่อนแอแค่ไหนในบางขณะก็ตาม

ปล. อ่านแล้วไม่รู้เรือ่งก็อย่าใส่ใจกันให้มาก ไว้จะเอาชอตตลกๆมาเล่าให้ฟัง มีเพียบ

วันเสาร์, มีนาคม 17, 2550

Men, War and Peace


"I have been a witness, and these pictures are
my testimony. The events I have recorded should
not be forgotten and must not be repeated."
-James Nachtwey-

วันจันทร์, มีนาคม 12, 2550

About to leave Berlin(another boring journal)

Finally I decided to buy a damn expensive ticket to Amsterdam because I am a bit boring of getting around Berlin in such a cold cold weather and American breakfast though I still have no idea how to get back here to catch the flight home.

Been to three museums today. what was wrong is me that I am not too much in a mood. But it is quite cool. I saw the real Nefertiti (the most beautiful Queen of Eyept if you still remember what we used to study in the history of art subject) at the altes museum it is really beautiful..indeed! and special exhibition of miniature painting, print and book making of the acient european time and so many things of course the pieces of berlin wall. How lucky I am to see so many great works of art. the Monet, Picasso, Rietveld, Brascusi, Alxander Calder, Raphalle, Ruben and a lots of unknown acient artists

Walking in Deutsches Historishes Museum,Wondering why Human like us can be so stupid as much as we are clever enough to create the Nuclear Bomb. It is not the first Museum in this world I have seen that all things related to the war and violence in some way no matter how beautiful they are.We have a million of lessons from 5000 years ago,2000 years ago,100 years ago but today it is still keep going on.Things that kept in Museum won't mean a thing at all if it can't make us realise what the war brought to us.

Peace is all we need.

วันพุธ, มีนาคม 07, 2550

"I was there"


the camera does not lie, the approching storm, the death strip in berlin, it was real. jesus on the cross, who know. it was so long ago. true or false. it must have been flesh and blood and stone and mortar. othewise it would not be on film.



Helmut Newton

Monte Carlo, 1991

Museum of Photography, Berlin

วันอาทิตย์, กุมภาพันธ์ 18, 2550

we are one

วันนี้เรามีสังฆะกันที่ร้านพี่โก๋
เรื่องหนึ่งที่เรานำมาคุยกันคือ อะไรคือความหมายของคำว่า
please call me by my true name
(อ่านบทเต็มได้จาก www.sangkhajai.wordpress.com)
หลังจากที่ฟังความเข้าใจในแบบของพี่โก๋แล้ว
พี่โก๋พูดถึงการ
ไม่ตัดสินแบ่งแยกออกเป็นสอง(non dualistic view)
และสหสัมพันธ์(interbeing)
ในหัวแว้บนึกถึงตัวอย่างที่ตัวเองได้พบและเรียกว่า "อิน"
เรียกว่า เข้าใจด้วยสิ่งที่พบเจอกับตัวเอง ความรู้สึกของตัวเองจริงๆ
ไม่ใช่ประสบการณ์จากการอ่านหรือการฟัง
คือเรื่องเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง ที่เคยได้พบที่โรงเรียนครูปู่
เด็กหนุ่มคนนั้นสามารถพูดถึงการขโมย การตี ฟัน หัวคนได้อย่างเฉยชา
ในเชิงของ dualistic view เค้าคือคนร้าย
กลับกันเค้ามีครอบครัวแหลกเหลวแม่ทิ้งและไม่มีพ่อ
จำได้ชัดว่าได้มองเข้าไปในดวงตา ที่ว่าง และไร้ความรู้สึก เย็นเยียบดวงนั้น
แล้วเกิดคำถามว่าเค้าคือผู้ร้ายหรือเหยื่อกันแน่
เค้าไม่ใช่เหยื่อจากพ่อแม่ของเค้าเท่านั้น เค้าถูกกระทำด้วยพวกเราทุกคน สังคม
แม้กระทั่งตัวเราเองก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่กระทำให้เค้าเป็นเช่นนั้น
การที่เค้าขโมยของ หากลองคิดให้ดีใช่หรือไม่ที่เราเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมก่อร่างสร้างความมั่นคงของลัทธิบริโภคนิยม
อันก่อให้เกิดความอยากได้อยากมีจนเป็นเหตุให้เค้าต้องขโมย หรือทำร้ายคนเพื่อการได้มาซึ่งวัตถุ

เปรียบเทียบกรณีภาคใต้กับ หัวข้อข่าวที่เป็นข่าวใหญ่สำหรับวันนี้
"คนร้ายลอบวางบึ้มใต้หลายจุด เมืองยะลา8จุด-ปัตตานีไฟดับ"
วันอาทิตย์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2550 Posted by มหาเนชั่น : 20:30:24 น.
คนร้ายเป็นคนร้ายจริง หรือเค้าก็เป็นผู้ถูกกระทำคนหนึ่ง
โชคไม่ดีที่คนร้ายเกิดมาในสภาพแวดล้อมที่หล่อหลอมให้เค้าเป็นคนร้ายในสังคม
เค้าสมควรได้รับความรักและเข้าใจจากเราทุกคน
เพราะความเลวร้ายไม่ได้หยุดได้ด้วยการทำร้ายตอบ
การทำร้ายตอบกันแบบตาต่อตาฟันต่อฟันเกิดจากความไม่เข้าใจว่าเราทุกคนนั้นสัมพันธ์กันอย่างแท้จริง
จุดเริ่มต้น คือการทำความเข้าใจว่าเราเองก็มีส่วนในการกระทำที่เราเรียกว่าการกระทำอันเลวร้ายนั้นด้วย

...Please call me by my true names,
so I can hear all my cries and laughter at once,
so I can see that my joy and pain are one.
Please call me by my true names,
so I can wake up and the door of my heart
could be left open,
the door of compassion.

วันเสาร์, กุมภาพันธ์ 17, 2550

สังฆะใจ


ภูมิใจนำเสนอ บล็อคใหม่อีกแล้วครับ ขนาดของเก่าก็ดองไว้หลายอัน 55

แต่ว่าบล็อคนี้เป็นบล็อคของชาว"สังฆะใจ"

ซึ่งเป็นสังฆะเล็กๆ เป็นลูกพลัมจิ๋ว เป็นธรรมะชิวๆ

แบบเด็กน้อยด้อยวิชา

เป็นพื้นที่เปิดสำหรับทุกที่สนใจเล่นกันกับพวกเราก็ยินดีครับ

วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 16, 2550

บันทึกคนบ้า

เป็นเวลากว่า 5 เดือนมาแล้ว
ที่ร้องไห้ จนอยากจะบันทึกไว้เป็นบันทึกความบ้า
ร้องตอนเช้า ร้องตอนสาย ร้องตอนบ่าย ร้องตอนเย็น ร้องตอนมืด ร้องกลางดึก
ร้องบนรถ ร้องบนทางด่วน ร้องในลานจอดรถ
ร้องตอนฝนตก ร้องตอนแดดออก
ร้องตอนรถติด ร้องตอนรถวิ่ง
ร้องบนฟุตบาธ ร้องในห้าง ร้องในสวน
ร้องริมทะเล ร้องในวัด
ร้องบนสนามหญ้า ร้องข้างๆกองขี้หมา
ร้องตอนหลับ ร้องตอนตื่น ร้องตอนฝัน
ร้องตอนกิน ร้องตอนหัวเราะ ร้องตอนร้อง
ร้องในห้องนอน ร้องในห้องน้ำ ร้องหน้าจอคอม
ร้องในร้านอาหาร ร้องในสวนลุมไนท์ ร้องในงานแสดงศิลปะ
ร้องคนเดียว ร้องกับเพื่อน
ร้องเบาๆ ร้องเงียบๆ ร้องดังๆ ร้องดังมากๆ
ร้องๆหยุดๆ ร้องๆไม่หยุด

...ร้องเหมือนคนบ้าฟูมฟาย เมามายน้ำตา
บางครั้งอาจร้องเพื่อให้เข้าใจความเจ็บปวด
บางครั้งอาจร้องให้เหมือนยาชาเพื่อปิดกั้นการรับรู้ความเจ็บปวด
บางครั้งร้องแล้วยิ่งเจ็บ ก็ร้องดังขึ้นอีก
ยังไม่หายทรมานเหมือนสัตว์นอนบาดเจ็บที่ช่วยตัวเองไม่ได้
บางครั้งก็ร้องด้วยความกลัว
บางครั้งก็ร้องแค่ร้องเหมือนเป็นสิ่งเดียวที่ทำได้
ขณะที่ตื่นมาจากฝันร้าย จิตใจที่อ่อนแอ
ขาดจากความสามารถในการใช้ส่วนที่เป็นเหตุผลเข้าช่วย
มีแต่น้ำตา กับอารมณ์ และความมืด
ร้องไห้ แต่ทุกวันก็หัวเราะ
บางทีรู้สึกสั่น จนเหมือนจะเอาตัวเองไม่อยู่
เหมือนเป็นคนบ้าหรือไง
ร้องไห้แล้วหัวเราะ หัวเราะแล้วร้องไห้
พยายามเข้าใจ แต่บางครั้งก็อธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ว่า
ในที่สุดแล้ว ก็ไม่ได้เข้าใจอะไร
เป็นเพียงผู้หญิงอกหัก
...และเอาแต่ร้องไห้
อยากจะเป็นอิสระ และรักอย่างแท้จริง
บางทีก็เห็นว่าที่สุดแล้วไม่มีความเจ็บปวดของใครใหญ่หรือเล็กไปกว่ากัน
บางทีก็เข้าใจถึงอารมณ์ความเจ็บก็ไม่ต่างอะไรจากความสุข
เป็นอารมณ์ที่สุดขั้วไปคนละด้าน
แต่ไม่ใช่บวกและไม่ใช่ลบ
ไม่มีอะไรดีแย่ไปกว่ากัน
บางทีรู้สึกว่าการเป็นคนที่มีอารมณ์มากมายอย่างนี้
ก็ทำให้เข้าใจ เข้าใจอะไรได้มากเลยทีเดียว

แต่ในบางที
...อ่อนแอ
และต้องการเพียงแค่การโอบกอดและปลอบโยน
บอกกับฉันได้มั้ยว่าฉันจะไม่ต้องร้องไห้อีกแล้ว
บอกฉันได้มั้ยว่าเธอเป็นห่วงฉัน
และช่วยฉันขับไล่ฝันร้าย
บางครั้งการไม่กระทำก็เป็นการกระทำ
ในขณะที่บางการกระทำก็ช่างไร้ซึ่งความหมาย

แต่ในบางครั้ง
...ไม่สามารถเข้าใจอะไรไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว
เป็นเพียงผู้หญิงอกหัก
บ้าบอฟูมฟาย เมามายน้ำตา

...บันทึกคนบ้า บ้ายังไม่จบ...